ฝ้าหลุม คืออะไร สามารถตกแต่งฝ้าอย่างไรได้บ้าง

ช่างฝ้าเชียงใหม่จะมาแนะนำ ฝ้าหลุม คืออะไร สามารถตกแต่งฝ้าอย่างไรได้บ้าง

ฝ้าหลุม คือ ฝ้าฉาบเรียบ ที่มีการเล่นระดับให้แตกต่างกัน  โดยจะมีฝ้าระดับนึงที่สูงขึ้นมามากกว่าระดับของพื้นถึงฝ้าโดยปกติของห้อง  ทำให้ฝ้ามีลักษณะเป็นช่องลึกเข้าไป หรือดูคล้ายเป็นหลุมลึกเข้าไป จึงเรียกกันทั่วไปว่า “ฝ้าหลุม” โดยสามารถทำเป็นหลุมที่ความลึกเท่าไรก็ได้ ตราบใดที่ระยะนั้นไม่ไปชนกับโครงสร้างหลังคา  หรือจะทำให้หลุมเป็นรูปร่างใดก็ได้ทั้งวงกลม วงรี ห้าเหลี่ยม สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยมตามแต่ที่ต้องการ   การทำฝ้าหลุมมีวิธีการติดตั้งเหมือนกับฝ้าฉาบเรียบทุกขั้นตอน  เพียงแต่ในระหว่างการติดตั้งโครงคร่าวเหล็กชุบสังกะสีซีลายน์สำหรับเป็นโครงยึดแผ่นยิปซัม หรือแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์นั้น จะมีการติดตั้งโครงที่เล่นระดับความสูงจากพื้นแตกต่างกัน  ตามที่แบบกำหนดว่าให้หลุมของฝ้ามีความลึกเท่าไร

 

การทำฝ้าหลุมช่างฝ้าเชียงใหม่มีจุดประสงค์ทั้งเพื่อการตกแต่งสวยงาม  ซึ่งมักจะมีการใช้ลูกเล่นของแสงไฟเข้ามาร่วมตกแต่งด้วย หรือที่นิยมเรียกกันว่า “ไฟหลืบ” หรือ “ไฟซ่อน” รวมถึงมีการทาสี หรือใช้คิ้วบัว ไม้มอบ ลายปูนปั้นสำเร็จรูปมาตกแต่งเพิ่มเติมด้วย  หรือทำเพื่อการติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ เช่น  รางม่าน  โคมไฟระย้า เครื่องปรับอากาศ  กล้องวงจรปิด  เครื่องตรวจจับควัน เป็นต้น เนื่องจากถ้าติดตั้งในระยะความสูงของฝ้าปกติ  อาจจะมีระดับที่เตี้ยเกินไปไม่เหมาะกับการใช้งาน  และบางส่วนของอุปกรณ์นั้นอาจจะรบกวนสายตา หรือเป็นอันตรายต่อคนที่อยู่ในห้องได้  เช่น  หากต้องการติดตั้งพัดลมเพดานในห้องนั่งเล่นที่มีฝ้าสูงจากพื้น 2.20 เมตร  อาจจะทำฝ้าหลุมให้สูงจากพื้นประมาณ 2.60 เพื่อให้พัดลมไม่อยู่เตี้ยเกินไป ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายตอนที่เราเผลอเหยียดแขน หรือถือของสูงๆเข้ามาในห้อง เป็นต้น

Open post

ช่องเปิดฝ้าเพดานเอาไว้ทำอะไร? มีประโยชน์อย่างไร? และติดตั้งอย่างไร?

ช่างฝ้าเชียงใหม่จะบอกว่าประโยชน์ของมันก็คือ เอาไว้สำหรับเปิดเพื่อขึ้นไปหรือเข้าไปข้างในฝ้าเพดานชั้นบนหรือเข้าไปใต้หลังคาบ้านนั่นล่ะครับ แล้วจะเข้าไปทำอะไรล่ะ? อ้าว…ก็เข้าไปเพื่อดูแลหรือซ่อมแซมอุปกรณ์หรือระบบต่างๆที่อยู่ภายในฝ้าหรือใต้หลังคาไงครับ

 

แล้วอะไรล่ะอยู่ในฝ้าเพดาน?

 

ก็พวกสายไฟ,สายโทรศัพท์,สายเคเบิล,ท่อแอร์และระบบไฟแอร์ ฯล ระบบอะไรต่อมิอะไรที่ติดตั้งอยู่บนฝ้าฯนั่นล่ะครับ

 

แล้วเมื่อไหร่ล่ะที่จำเป็นจะต้องเปิดเข้าไป?

 

จะลองยกตัวอย่างให้ดูนะครับ แต่อาจจะกล่าวถึงไม่หมดก็เอาคร่าวๆนะครับ

  1. ก็เมื่อหลังคาบ้านรั่วไงครับ ช่างฯก็ต้องเปิดช่องฝ้าหรือช่องเซอร์วิสที่ว่านี้ เพื่อเข้าไปดูว่าเกิดการรั่วที่จุดไหน
  2. ระบบไฟฟ้าภายในบ้านขัดข้อง ก็ต้องเข้าไปตรวจเช็คดูสายไฟหรืออุปกรณ์ต่างๆเพื่อหาสาเหตุ
  3. งานเดินท่อแอร์และระบบไฟฟ้าแอร์

ฯลฯ

 

เห็นหรือยังครับว่าช่องเปิดฝ้าเพดานหรือช่องเซอร์วิสนี้ เอาไว้ทำอะไรและมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

 

แล้วควรจะติดตั้งตรงไหนดีสำหรับเจ้าช่องเปิดหรือช่องเซอร์วิสฝ้าฝ้าเพดานที่ว่านี้?

 

– ส่วนใหญ่จะติดตั้งกับฝ้ายิปซั่มฉาบเรียบและอยู่บริเวณชั้นบนของบ้าน บริเวณที่ติดตั้งส่วนใหญ่จะติดตั้งในห้องน้ำ ถามว่าทำไมถึงต้องติดตั้งในห้องน้ำ ก็มันจะสะดวกกว่าและได้รับผลกระทบน้อยกว่าการติดตั้งในห้องนอนไงครับ ลองนึกดูว่าถ้าติดตั้งในห้องนอนเวลาช่างฯมาซ่อมแซมบ้านหรือติดตั้งอะไรที่ต้องปีนขึ้นไปบนฝ้าก็ต้องมาเปิดช่องฝ้าในห้องนอนของท่านแล้วปีนขึ้นปีนลงอีหลุกขลุกขลักในห้องนอนของท่าน เผลอๆทำข้าวของเสียหายอีก ลากบันไดไปโดนพรมท่านขาดอะไรประมาณนี้ อย่างนี้เขาเรียก”งานเข้า”ไงครับ จ้างมาซ่อมแอร์ แล้วต้องซ่อมพรมเพิ่มอีก(เคยมั้ยครับแบบนี้)

 

สรุปคือ การติดตั้งในขั้นตอนของการสร้างบ้านหรือจะติดตั้งในภายหลังก็ควรเอาไว้ในห้องน้ำจะสะดวกกว่า เพราะถ้ามีเหตุจะต้องเปิดขึ้นไปผลกระทบก็จะน้อยกว่า

 

ก็ไม่ต้องซีเรียสนะครับกับเจ้าช่องเปิดฝ้าเพดานที่ว่านี้มีก็ดีไม่มีก็ไม่ถึงกับเสียหายครับ ถ้าไม่มีก็เจาะฝ้าขึ้นไปได้ครับเสร็จแล้วก็ซ่อมปิดกลับคืนได้ มันซ่อมง่ายอยู่แล้วสำหรับฝ้าฉาบเรียบ แต่ช่างฝ้าเชียงใหม่แนะนำว่าถ้ามีมันก็จะสะดวกกว่าไม่ต้องมาเจาะฝ้าซ่อมฝ้าอยู่บ่อยๆ เวลามีปัญหาทีเจาะทีอย่างนี้เสียเวลาและเสียค่าซ่อมหลายครั้ง

Open post

3 เหตุผลที่ไม่ควรปล่อยให้ผู้ชายต้องเป็นสายเปย์

ผู้หญิงจำนวนหนึ่งชอบผู้ชายสายเปย์ก็จริง แต่ก็มีอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ชอบให้ฝ่ายชายมาจ่ายให้หมดกับทุกสิ่งในชีวิต แม้ว่าเวลาเป็นแฟนกันแล้ว ส่วนใหญ่แล้วผู้ชายจะเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่ายให้ฝ่ายหญิงทั้งหมด ทั้งค่าแท๊กซี่ กินข้าว ดูหนัง ฟังเพลง หรือ แม้กระทั่งเลยเถิดไปถึงค่าคอนโดของฝ่ายหญิง ซึ่งเรื่องแบบนี้หลายคนมองว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะทำกันมานานแล้ว แถมบางคนยังคิดว่า มันเป็นหน้าที่ของผู้ชายเสียด้วยซ้ำ

 

แต่ในศตวรรษที่ 21 แม้ผู้ชายยังคงต้องเดินในทางสายเปย์เหมือนเช่นในอดีต หากมีคำแนะนำจากนักจิตวิทยาระบุว่า หากจะคิดรักษาความสัมพันธ์กันให้ยืนยาว การจัดสรร หรือ ทำข้อตกลงกันระหว่างชายหญิงเพื่อไม่ให้ได้เปรียบเสียเปรียบกัน จะช่วยให้ความสัมพันธ์ยืนยาวยิ่งขึ้น ไม่ใช่แต่งงานกันไปแล้วปรากฏว่าเมื่อเลิกรากัน ฝ่ายชายต้องออกมาบอกว่า เพราะรับภาระของทางบ้านฝ่ายหญิงไม่ไหวแล้ว หรือ ฝ่ายหญิงเองก็ไม่คิดจะช่วยตัวเองเลยหวังจะพึ่งเงินของผู้ชายตลอด

 

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วเรามาหาทางสายกลาง และ ทำความเข้าใจกันดีกว่าว่า เหตุผลที่ดีสามข้อที่ผู้หญิงไม่ควรจะปล่อยให้ผู้ชายเป็นฝ่ายจ่ายตลอดเวลานั้นเพราะอะไร

 

ไม่ยุติธรรมเลยถ้าปล่อยให้ “เขา” ต้องจ่ายอยู่ฝ่ายเดียว

บนพื้นฐานความสัมพันธ์ในชีวิตคู่นั้น การสร้างความสัมพันธ์ควรเริ่มต้นที่ต่างฝ่ายต่างแบ่งปันและให้ความเท่าเทียมกันในทุกสิ่ง ไม่ใช่เป็นความสัมพันธ์ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเป็นผู้ทุ่มให้ตลอดเวลา ทั้งสองฝ่ายควรจะแบ่งปันกันออกค่าใช้จ่าย แม้กระทั่งการเลือกที่จะใช้วันหยุดร่วมกัน ที่ต่างฝ่ายไม่ต้องฝืนใจ

 

อันที่จริงแล้ว ถ้าฝ่ายชายต้องการจะสร้างความประทับใจให้กับฝ่ายหญิงในการพบกันครั้งแรก ก็เป็นเรื่องที่ไม่มีปัญหาอะไร แต่อย่าปล่อยให้กลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติในทุกครั้งที่นัดพบกัน เพราะเมื่อสร้างความสัมพันธ์ไปแล้ว ทั้งสองฝ่ายอาจไม่รู้ว่าคู่ของตนเองนั้นอึดอัดใจหรือไม่ หรือ มีเงินที่มาคอยเลี้ยงตลอดเวลาได้แค่ไหน

 

ในความเป็นจริงแล้วเมื่อเริ่มคบกันไปสักระยะ ลองพูดคุยกันแบบผู้ใหญ่ว่าฝ่ายชายจะเป็นผู้จ่ายค่าอะไรให้บ้าง และ ฝ่ายหญิงจะช่วยแชร์ ค่าอะไรบ้าง แบบนี้จะช่วยให้ต่างฝ่ายต่างไม่อึดอัดใจ และพอใจที่จะได้แบ่งปันหรือดูแลกันและกันไม่ให้ลำบากเกินไป

 

วิธีคิดว่าผู้ชายคือเจ้าของผู้หญิงเก่าไปแล้ว

ในอดีตนั้น การดำเนินชีวิตของผู้คนไม่เหมือนในปัจจุบัน ผู้หญิงไม่ได้มีอิสระมากนักทั้งในเรื่องการศึกษา หรือ การทำงาน แต่โลกปัจจุบันทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว ผู้หญิงทำงานได้ทัดเทียมกับผู้ชาย และความคิดที่ว่าเมื่อเป็นคู่ชีวิตกัน ผู้ชายจะเป็นเจ้าของผู้หญิงนั้น เรียกว่าเป็นความคิดในยุคเก่าไปแล้ว เพราะปัจจุบันสังคมที่ผู้ชาย เป็นฝ่ายหาเลี้ยงผู้หญิงมีหน้าที่ทำหน้าที่แม่บ้านนั้น เหลือน้อยเต็มที

 

ปัจจุบันผู้หญิงมีที่ยืนในสังคมมากขึ้น หากเราจะปล่อยให้วิธีคิดแบบเก่าครอบงำต่อไป คงไม่ใช่เรื่องดี ไม่ว่าจะเป็นวิธีคิดที่ว่าการปล่อยให้ฝ่ายชายจ่าย และ เออออไปกับทุกสิ่งที่เขาทำ วิธีคิดแบบนั้นจะทำให้ผู้หญิงกลายเป็นฝ่ายถูกเลือก และ ผู้ชายก็จะมีสถานะเป็นเจ้าของเช่นเดิม ซึ่งมันไม่สอดคล้องกับสังคมในปัจจุบันสุดท้ายแล้วเมื่อต่างฝ่ายต่างอึดอัด และสายเกินไปที่จะพูดคุยสุดท้ายเรื่องเงินก็จะกลายเป็นส่วนที่บั่นทอน และทำให้ ชีวิตคู่พังลงได้

 

ถึงจะสายเปย์ แต่ก็ใช่ว่าจะเปย์ให้ได้ตลอดชีวิต

คนเราเวลาตกหลุมรักกันใหม่ๆ อะไรก็ดีไปหมด แต่พอเวลาผ่านไปนานวันเข้าทั้งสองฝ่ายจะเห็นข้อดีและข้อเสียของกันและกันมากขึ้น ยิ่งเมื่อได้แต่งงานและใช้ชีวิตคู่ร่วมกันจะยิ่งชัดเจนที่สุด และเปราะบางมากที่สุดเพราะต่างคนต่างก็ไม่เหลือความเกรงใจซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อดีข้อเสีย ต่างก็จะมาถมใส่กันหมดด้วยอารมณ์ และยิ่งมีข้อเสียมากเท่าไร ความรู้สึกแย่ๆก็จะไม่ถูกเก็บเอาไว้ ต่างก็จะระเบิดออกมา

 

ความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดควรเริ่มต้นรู้จักตัวตนของแต่ละคนให้ได้เร็วที่สุด และต้องทำข้อตกลงที่ไม่ให้ใครได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะเมื่อวันหนึ่งที่ตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายจะไม่มีอะไรติดค้างอยู่ในใจ และรู้ว่าเป็นข้อตกลงร่วมกันที่ยอมรับกันแต่แรกแล้ว ดังเช่นเรื่องการปล่อยให้ฝ่ายชายจ่ายเป็นฝ่ายเดียว นานวันเข้าเมื่อใช้ชีวิตร่วมกันแล้วฝ่ายชายต้องจ่ายในทุกบิลและทุกค่าใช้จ่ายในบ้าน ก็จะทำให้เกิดอาการกินใจกันทีละน้อย หากฝ่ายหญิงมีงานทำและมีเงินเดือนแต่ไม่ได้ร่วมจ่ายอะไรเลย หรือแม้แต่ฝ่ายหญิงส่งเสียให้กับครอบครัวตนเองเพียงอย่างเดียว โดยปล่อยให้เรื่องค่าใช้จ่ายในบ้านและของตนเองเป็นของผู้ชาย ซึ่งเรื่องราวแบบนี้ มีให้เห็นได้ตามเรื่องเล่าบนโลกออนไลน์

 

ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือการตกลงที่เท่าเทียม ไม่มีใครไดเปรียบเสียเปรียบใครจะดีที่สุด เพราะต่อให้ฝ่ายชายกระเป๋าหนักแค่ไหน แต่ถ้าต้องมาจ่ายให้กับผู้หญิง แบบหมดหน้าตัก พวกเขาก็คงต้องเลือกเช่นเดียวกัน

Open post

เปิดทริค!! แต่งหน้าไปผับยังไง ให้ได้ผู้!!

ฮัลโหลลลลล!! เห็นแค่หัวข้อก็รีบกดเข้ามาอ่านกันเลยล่ะสิ! ใช่แล้วค่ะสาวๆวันนี้ มีทริคการแต่งหน้าไปผับยังไง ให้ได้ผู้!! มาฝากกัน..สาวๆหลายคนอาจจะสงสัยว่า แค่แต่งหน้าไปผับแค่นี้ต้องสอนด้วยเหรอ!! ขอบอกเลยว่าต้องสอนด่วนๆ เพราะ มีหลายคนเลยนะที่แต่งหน้าไปผับทีไร โป๊ะตลอด..แต่งเยอะจนเมคอัพหนาเกินบ้าง หน้าลอย หน้าเทาบ้าง รับรองถ้ายังแต่งหน้าแบบนั้นไปผับไม่ได้ผู้แน่นอนค่ะ!!

 

ซึ่งทริคการแต่งหน้าที่เรานำมาฝากสาวๆกันนี้สามารถแต่งตามได้แบบง่ายๆเลยนะคะ..สาวๆอยากรู้กันแล้วใช่ไหมล่ะว่า ทริคแต่งหน้าไปผับแบบสวยๆ ให้ได้ผู้ นั้นจะแต่งอย่างไร ถ้าอย่างนั้นเรามาดูไปพร้อมกันเลยดีกว่าค่าาา…

 

ทริคที่หนึ่ง : ผิวหน้าต้องเป๊ะ!

นอกจากผิวขาวแล้ว ผิวหน้าถือว่ามีความสำคัญมากๆเลยนะคะ ถ่ายรูปออกมาแล้วจะหน้าลอย เทา เป็นคราบ หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับส่วนนี้เป็นหลักนี้แหละค่ะ!

 

ขั้นแรก : ต้องบำรุงผิวหน้าก่อนการแต่งหน้าเสมอนะ แม้ว่าจะแต่งหน้าตอนกลางคืนก็ตาม เพราะถ้าผิวหน้าเราแห้ง ก็จะทำให้แป้ง หรือ รองพื้นแห้งลอก เป็นคราบ ไม่เรียบเนียนได้ค่ะ ดังนั้นสาวๆจึงต้องทาครีมบำรุง หรือ มอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อเพื่มความชุ่มชื่นให้ผิวหน้าก่อนนะ!

 

ขั้นที่สอง : มาถึงขั้นตอนการลงรองพื้นกันบ้าง ขั้นตอนนี้นี่แหละที่สาวๆหลายคนพลาดกันเยอะมาก เพราะเลือกสีรองพื้นผิดเบอร์ หน้าจึงลอย วอก เทานั่นเอง! ดังนั้นสาวๆต้องเลือกรองพื้นสีที่พอดีกับสีผิว เมื่อถ่ายรูปที่ต้องเจอแสงแฟลชหน้าจะได้ไม่ลอยยังไงล่ะคะ! แต่ถ้าสาวๆคนไหนคิดว่าการลงรองพื้นเป็นเรื่องยุ่งยาก แถมยังหนักหน้า ไม่สบายผิวอีกล่ะก็..เราขอแนะนำให้สาวๆใช้แป้งพัฟผสมรองพื้น อย่างแป้งพัฟ BUTTERFLY MIRACLE TWO WAY POWDER SPF20 PA++ หรือ แป้งผีเสื้อ นี้เลยค่ะ!!

 

เพราะปกปิดดีมากกกก หน้าเนียนสวยแบบไม่ต้องใช้รองพื้นเลย แถมยังมีสีให้เลือกถึง 3 สี ซึ่งเป็นสีที่เข้ากับผิวสาวไทยสุดๆไปเลยอีกด้วย รับรองเลยว่าไม่ทำให้หน้าวอก หน้าเทาแน่นอน โดยแป้งผีเสื้อมีสี เบอร์ 1 สำหรับสาวผิวขาวอมชมพู ทาแล้วหน้าสวยแบบมีออร่า เบอร์ 2 สำหรับสาวผิวขาวเหลือง ช่วยปรับผิวให้เนียนผ่องขึ้นมาก และสีเบอร์ 3 เอาใจสาวผิวสองสี ทาแล้วหน้าไม่เทา แถมยังช่วยให้หน้าเนียนสวยขึ้นมากอีกด้วย

 

ทริคที่สอง : สีแรงๆไม่ได้ดูแพงเสมอไป!

สาวๆอาจจะคิดว่าเราต้องลงสีตา แก้ม ปาก คิ้ว แบบแน่นๆ ถึงจะดูสวย ขอบอกว่าคิดผิดค่ะ! เพราะถ้าลงสีแรงๆหนักๆทั้งใบหน้า จะทำให้ตีกันไปหมด จากสวยจะกลายเป็นพังได้นะคะ ดังนั้น เราขอแนะนำให้สาวๆเลือกแต่งส่วนใดส่วนหนึ่งให้เด่นออกมาจะดีกว่า อย่างเช่น ถ้าปากแรงแล้ว ตากับแก้มก็ควรอ่อนกว่านะ! ส่วนเรื่องการเลือกสี ก็ต้องเป็นไปตามชุดที่เราใส่ในวันนั้นจะดูสวยขึ้นค่ะ!

 

ทริคที่สาม : อย่าคอนทัวร์จนหน้าไหม้!

สาวๆหลายคนกลัวว่าหน้าจะบาน อยากหน้าดูเรียวเล็ก ถ่ายรูปออกมาจะได้สวยๆ เลยเลือกที่จะคอนทัวร์ เฉดดิ้งใบหน้าหนักมาก จนบางครั้งจากที่ใบหน้าจะดูเรียวแบบมีมิติ ดันกลายเป็นไหม้ หน้าดำได้นะคะ ดังนั้น สาวๆควรจะคอนทัวร์ เฉดดิ้ง และ ไฮไลท์ใบหน้าแบบพอดีๆจะดีกว่าค่าาา

 

เห็นไหมว่าแต่ละทริคการแต่งหน้านั้นง่ายมาก! เพียงแค่สาวๆแต่งหน้าให้ถูกวิธี เลือกสีแป้งให้เข้าตัวเอง แค่นี้ก็สวยเป๊ะปัง แต่งหน้าไปผับเมื่อไหร่รับรองได้ผู้กลับมาแน่นอน!!

Open post

‘ครีมหน้าขาว’ ฮิตที่สุดของวัยรุ่นหน้าขาวใสปิ๊งปี 2018 !

15 ‘ครีมหน้าขาว’ ฮิตที่สุดของวัยรุ่นหน้าขาวใสปิ๊งปี 2018 !

ครีมหน้าขาว ว่าด้วยวิธีทำให้ผิวขาวเรื่องของความสวยความงามแล้ว หนุ่มๆสาวๆ วัยรุ่น วัยทำงาน อย่างเรา ล้วนแล้วแต่อยากจะมีผิวพรรณที่ขาวสดใสกันทั่วเรือนร่างตั้งแต่ผิวขา ผิวแขน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผิวหน้า” เนื่องจากในส่วนของใบหน้าเป็นส่วนแรกที่สามารถสร้างความประทับใจแก่ผู้ที่พบเห็นได้ทันที

 

ดังนั้นแล้วการมีผิวหน้าเนียน ขาวใสเปล่งปลั่ง ทำให้ดูดีมีออร่า ย่อมสร้างความประทับใจแก่คนที่พบเห็นเรา และยังมีส่วนทำให้สาว ๆ อย่างเรา เกิดความมั่นใจในตัวเองขึ้นเข้าไปอีกด้วย!

 

แล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อให้ใบหน้าขาวใสกันล่ะ? ไม่ยากเลย ^^ สำหรับก่อนอื่นเราต้องเรียนรู้ที่จะทำการบำรุงผิวหน้าของเราให้ดีขึ้นกันก่อน แล้วเราก็ได้รวบรวมสุดยอดครีมบํารุงผิวหน้าตัวท็อปของปี 2018 มาไว้ให้เพื่อน ๆ ได้เลือกใช้กันที่นี่แล้ว ว่าแต่จะมีตัวไหนกันบ้าง เราไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

 

ครีมบำรุงผิวหน้าแบบ Sleeping Mask ที่ช่วยให้ผิวหน้าขาวใสได้ดีตัวหนึ่งในตลาด ด้วยสารสกัดของ Alpha Arbutin ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการช่วยให้ผิวขาวใสอย่างได้ผล นอกจากนั้นยังช่วยให้ผิวหน้านุ่ม ชุ่มชื่น แต่งหน้าติดง่ายระหว่างวันแม้คนนอนดึก หรือ ผิวหน้าโทรม

 

สำหรับสาวๆที่ผิวแห้ง หรือ มันจนเกินไปก็ช่วยปรับสภาพผิวให้สมดุลย์ การใช้ครีมจะใช้เป็นแบบ วันเว้นวัน หรือ อาทิตย์ละ 3 ครั้งเท่านั้น ถือว่าประหยัดและใช้ได้นานทีเดียว . . .  ถือว่าเป็นครีมหน้าขาวอีกแบรนด์ที่เป็นที่นิยมมาเป็นเวลานาน และยังได้รับความนิยมในปัจจุบัน ส่วนราคานั้นอยู่ที่ 950 บาท ต่อ 1 กระปุก

 

ครีมบำรุงผิวหน้าของแบรนด์ลอรีอัลที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเลเซอร์ มีส่วนผสมจากกลุ่มสารสกัดของ pro-vanishtm สามารถช่วยบำรุงผิวพรรณของสาว ๆ ให้ขาวกระจ่างใส เผยออร่าขจัดความหมองคล้ำโดยช่วยระดับเม็ดสีผิว สามารถช่วยลดเลือนจุดด่างดำ และยังปรับสีผิวให้แลดูขาวเนียนใสขึ้น

 

ส่วนของเนื้อครีมไม่เป็นคราบขาว แม้มีส่วนผสมของสารกันแดด เป็นครีมทาหน้าที่เหมาะกับสาว ๆ ที่มีผิวแห้ง เพราะนอกจากจะเป็นครีมประเภท whitening cream แล้ว ยังสามารถช่วยบำรุงผิวให้มีความนุ่มลื่นชุ่มชื้น ไม่ทำให้ผิวแห้งอีกด้วย ราคาประมาณ 499 บาท สามารถใช้คู่กับครีมประเภท night cream ได้ค่ะ

 

ครีมแบบ Day Cream SPF15 ของ Pond’s Age Miracle Cell ReGEN มีความขึ้นชื่อในเรื่องของความช่วยลดริ้วรอยแห่งวัยและยังมีส่วนบำรุงให้ใบหน้าขาวกระจ่างใสให้มากขึ้น ด้วยการการันตีจากสาว ๆ หลาย ๆ คน ที่มักบอกว่าครีมตัวนี้มีกลิ่นหอมและไม่มีความเหนียวเหนอะหนะ

 

สามารถช่วยลดริ้วรอยแห่งวัยให้สาว ๆ อย่างได้ผล แถมยังช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดได้อีกด้วย ราคาเพียง 449 บาทเท่านั้น อ๊ะ ๆ แอบบอกนิดนึง ครีมทาหน้าตัวนี้มี night cream สำหรับบำรุงให้ผิวชุ่มชื้นให้กับสาว ๆ ในตอนกลางคืนด้วยนะ!

 

 

Open post

วิธีดูแลผิวหน้าให้สวยใส ทำง่าย.. ไม่ต้องจ่ายแพง !

อยากมีผิวหน้าสวยใสในราคาประหยัดงบ ไม่ต้องเข้าคอร์สความงามให้สิ้นเปลือง เพียงสาวๆ ทำตามนี้ รับประกันค่ะว่าคุณจะมีผิวหน้าสวยใสแน่นอน

 

1.ล้างหน้าให้สะอาดหมดจด

ก่อนล้มตัวลงนอนทุกครั้ง สาวๆ ต้องล้างหน้าให้สะอาดอยู่เสมอ โดยเฉพาะสาวคนไหนที่แต่งหน้า ต้องเช็ดเครื่องสำอางออกเสียก่อนแล้วล้างหน้าตามขั้นตอนปกติอย่างถูกต้อง และควรล้างหน้าให้สะอาดเช้าเย็น เพียงเท่านี้ก็จะช่วยกำจัดสิ่งสกปรกไม่ให้อุดตันรูขุมขน อันเป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้แล้ว

 

2.เลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะสมกับผิว

ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าในปัจจุบันมีให้เลือกใช้มากมายหลายยี่ห้อ แนะนำให้สาวๆ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะสมกับสภาพผิว ไม่ว่าจะเป็นเจล ครีม สบู่หรือโฟมล้างหน้า สำหรับสาวผิวแห้ง ควรเลือกสูตรที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและอ่อนโยนต่อผิว

 

3.ซับผิวหน้าอย่างเบามือ

หลังจากล้างหน้าเสร็จแล้ว หลายคนอาจจะเผลอหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดถูผิวหน้าอย่างรุนแรง แต่แบบนี้จะเป็นการทำลายผิวให้เกิดการเสียดสีและมีริ้วรอยง่ายขึ้น แนะนำให้ซับหน้าด้วยผ้าขนหนูนุ่มๆ อย่างเบามือจะดีที่สุด และควรหมั่นเปลี่ยนผ้าขนหนูผืนใหม่ทุกสัปดาห์ เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกบ่มเพาะในเส้นใยผ้ามากเกินไป

 

4.สครับผิวหน้า

ควรสครับผิวหน้าบ้าง สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพแล้วให้หลุดออก เผยผิวใหม่ที่สดใสและแข็งแรงกว่าเดิม

 

 

5.ทาครีมบำรุงที่เหมาะกับผิว อย่าง indiglow

เลือกทาครีมบำรุงผิวที่มีเหมาะสมกับสภาพผิวหน้า เช่น สาวผิวแห้งก็ควรเลือกครีมบำรุงชนิดเซรั่มหรือมอยส์เจอไรเซอร์เข้มข้น เพื่อการบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก

 

6.ทาครีมกันแดดทุกวัน

หลังจากทาครีมบำรุงผิวหน้าแล้ว สิ่งที่ละเลยไม่ได้เด็ดขาดก็คือ การทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน โดยเฉพาะในช่วงกลางวัน แม้ว่าสาวๆ จะไม่ได้ออกจากบ้านก็ตาม แต่แสงไฟและแสงจากหน้าจอคอม/มือถือก็มีผลทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น การทาครีมกันแดดไว้เสมอจะช่วยปกป้องผิวจากรังสีเหล่านี้ได้แน่นอน

 

7.หยุดพักการแต่งหน้าบ้าง

จริงอยู่ที่การแต่งหน้าจะทำให้สาวๆ สวยมั่นใจ แต่เราควรพักการแต่งหน้าบ้าง โดยเฉพาะวันหยุดที่ไม่ได้ออกไปไหน เพื่อให้รูขุมขนได้พัก ได้ฟื้นฟูตัวเองและรับออกซิเจนมากขึ้น

 

8.ทำความสะอาดอุปกรณ์แต่งหน้า

ไม่ว่าจะเป็นพัฟ ฟองน้ำหรือแปรงแต่งหน้า ล้วนเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคทั้งสิ้น สาวๆ จึงควรนำอุปกรณ์แต่งหน้าเหล่านี้มาล้างทำความสะอาดบ้างอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ก็จะช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียลงได้ เป็นการป้องกันการเกิดสิวอีกทางหนึ่งได้ดีทีเดียว

 

9.มาส์กบำรุงผิวหน้า

การมาส์กหน้า เป็นการบำรุงผิวหน้าอย่างล้ำลึก สาวๆ สามารถทำได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะใช้แผ่นมาส์กสำเร็จรูปที่มีขายทั่วไป หรือมาส์กสูตรโฮมเมดก็ได้เช่นกัน สารอาหารจากมาส์กจะฟื้นบำรุงผิวและทำให้ผิวขาวกระจ่างใสในทันตาเลยล่ะ

 

เป็นอย่างไรกันบ้างคะสาวๆ กับ 9 วิธีดูแลผิวหน้าในแบบง่ายๆ ลองทำตามนี้เป็นประจำสิคะ การมีผิวหน้าสวยใสจะอยู่ไม่ไกลเกินคว้าแน่นอน

Open post

“แลนด์แอนด์เฮ้าส์” เปิดแผนปี 61 เตรียมเปิดคอนโดใหม่และโครงการแนวราบ 18 โครงการ

“แลนด์แอนด์เฮ้าส์” เปิดแผนปี 61 เตรียมเปิดคอนโดใหม่และโครงการแนวราบ 18 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 36,300 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้ายอดขาย 31,000 ล้านบาท

 

นายอดิศร ธนนันท์นราพูล กรรมการผู้จัดการ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) เปิดเผยว่า ในปี 2561 นี้บริษัทมีแผนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในทำเล กทม.-ปริมณฑล และต่างจังหวัดรวม 18 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 36,300 ล้านบาท

 

โดยจะเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ และคอนโดมิเนียม โดยคอนโดใหม่จะเปิดทั้งหมด 3 โครงการ ดังนี้

 

  1. คอนโดใหม่ The Room สุขุมวิท 38 ราคาเริ่มต้น 14 ล้านบาท

 

  1. คอนโดใหม่ The Room พญาไท ราคาเริ่มต้น 8.9 ล้านบาท

 

  1. คอนโดใหม่ The Key เพชรเกษม ราคาเริ่มต้น 3.5 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ยังมีโครงการอื่นๆที่มีทั้งใน กรุงเทพฯ-ปริมณฑล 16 โครงการ และในต่างจังหวัดอีก 2 โครงการ โดยรวมโครงการทั้งหมดที่แลนด์แอนด์เฮ้าส์มีทั้งหมด คือ 86 โครงการ

 

สำหรับการพัฒนาโครงการของแลนด์แอนด์เฮ้าส์จะแบ่งตามประเภทที่อยู่อาศัย ได้แก่ บ้านเดี่ยวและบ้านแฝด 68% ทาวน์เฮ้าส์ 9% และคอนโดมิเนียม 23%

 

แต่ถ้าแบบตามสัดส่วนราคา มีตั้งแต่ราคาต่ำกว่า 2 ล้านบาท 1% ราคา 2-4 ล้านบาท 17% ราคา 4-6 ล้านบาท 21% ราคา 6-10 ล้านบาท 17% ราคา 10-25 ล้านบาท 21% และราคามากกว่า 25 ล้านบาท 23% ทั้งนี้แลนด์แอนด์เฮ้าส์ยังเตรียมงบไว้สำหรับลงทุนที่ดิน 7,000 ล้านบาท และงบลงทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า 6,000 ล้านบาท

 

และในปี 2561 นี้ แลนด์แอน์เฮ้าส์ยังได้นำเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าด้วยแอพพลิเคชั่น i-Design ซึ่งจะเป็นแอพพลิเคชั่นที่ช่วยในการออกแบบตกแต่ง รวมไปถึงสามารถแสดงงบประมาณการตกแต่งได้ด้วย Smart Catalog เป็นเทคโนโลยีวีดีโอ 3 มิติ ผ่านอุปกรณ์มือถือ PRO License Plate เทคโนโลยีแสกนป้ายทะเบียนรถ และ Face Detection ระบบกล้องตรวจจับใบหน้า ใช้สำหรับผู้เข้าออกภายในโครงการและเพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่ลูกบ้าน

 

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2561 นายอดิสร กลาวต่อว่า มีแนวโน้มเติบโตได้ดีต่อเนื่องจากช่วงปลายปี 2560 ที่ผ่านมา แต่ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยในปีนี้คาดว่าจะมีปรับตัวขึ้นบ้างเล็กน้อย ทางด้านต้นทุนค่าแรงมีการปรับตัวขึ้นมาบ้างพอสมควร ในส่วนของราคาที่อยู่อาศัยมีการปรับตัวขึ้นบ้างในบางทำเล

Open post

VIVE บางนา กม. 7 Luxury Gallery House สไตล์ Loft หน้ากว้าง 10 ม. จาก Land & Houses

เตรียมพบรูปแบบใหม่ของชีวิต @บางนา กม.7 ครั้งแรกกับรูปแบบใหม่ของชีวิตที่แตกต่าง VIVE บางนา กม.7 Luxury Gallery House สไตล์ Loft หน้ากว้าง 10 ม. ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ในแต่ละยูนิต ออกแบบภายใต้แนวคิด Combine Space เริ่ม 9-14 ล้านบาท*

 

บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) แนะนำแบรนด์ใหม่ล่าสุด “VIVE” สำหรับเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีเอกลักษณ์ ชอบความไม่ธรรมดา และไม่ซ้ำใคร ซึ่งเป็นครั้งแรกที่แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ได้ปั้นแบรนด์ “VIVE” (วีเว่) ให้หลุดจากทุกกรอบของความเป็นแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ด้วยคอนเซ็ปต์ “VIVE ชีวิต…ที่ไม่ซ้ำใคร”

 

เตรียมพบโครงการแรก VIVE บางนา กม.7 บนทำเลศักยภาพ ถนนบางนา-ตราด กม.7 ใกล้เมกาบางนาเพียง 500 เมตร VIVE บางนา กม.7 เป็น Gallery House Loft Style ซึ่งมีหน้ากว้างถึง 10 เมตร 4 รูปแบบ โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ในแต่ละยูนิต ออกแบบภายในด้วยแนวคิด Combine Space ให้พื้นที่ใช้สอยเชื่อมต่อถึงกัน แต่เป็นสัดส่วน ตอบรับไลฟ์สไตล์ทันสมัย เปิดความโปร่งโล่งชั้นล่างจากพื้นถึงเพดานสูงถึง 2.9 เมตร พื้นที่ใช้สอย 225 ตร.ม. 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 1 ห้องแม่บ้าน จอดรถ 3 คัน Master Bedroom มีขนาดใหญ่ เชื่อมต่อห้องน้ำพร้อมสวนและระเบียงส่วนตัว ได้บรรยากาศ See Through เป็นหนึ่งเดียวกัน พร้อม Vitality Space พื้นที่พิเศษที่ปรับเปลี่ยนตามตัวตนและไลฟ์สไตล์ได้ ไม่ว่าจะปรับเป็นมุมทำงาน พื้นที่อ่านหนังสือ หรือฟังเพลง พร้อมทั้ง Recreation Backyard สวนและส่วนพักผ่อนส่วนตัว โครงการ VIVE บางนา กม.7 มีจำนวนจำกัดเพียง 92 ยูนิต เดินระบบสายไฟฟ้าใต้ดินทั้งโครงการ ใช้ถนนแอสฟัลต์ซึ่งช่วยลดแสงสะท้อนและความร้อน พร้อมคลับเฮ้าส์ Loft Style สระว่ายน้ำระบบเกลือ ฟิตเนส และฟังก์ชั่นพิเศษ Party Area ในราคา 9-14 ล้านบาท

 

ในวันอาทิตย์ที่ 9 กันยายนนี้ โครงการ VIVE บางนา กม.7 จะจัดงานพรีเซลส์ โดยผู้ที่สนใจจองในวันงานจะได้รับสิทธิพิเศษเลือกแปลงสวยรอบสวนสาธารณะริมถนนเมนก่อนใคร พร้อมราคาพิเศษช่วงเปิดโครงการ ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ

 

VIVE บางนา กม.7 Luxury Gallery House

 

Loft Design หน้ากว้าง 10 เมตร 4 รูปแบบโดดเด่น มีเอกลักษณ์ในแต่ละยูนิต

3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 1 ห้องแม่บ้าน 3 ที่จอดรถ

พื้นที่ใช้สอย 225 ตรม.

ออกแบบภายในด้วยแนวคิด Combine Space ให้พื้นที่ใช้สอยเชื่อมต่อถึงกัน แต่เป็นสัดส่วน ตอบรับไลฟ์สไตล์

เปิดความโปร่งโล่งชั้นล่างสูง 2.9 เมตร จากพื้นถึงเพดาน

Recreation Backyard สวนและส่วนพักผ่อนชิลๆ ส่วนตัว

Master Bedroom ขนาดใหญ่ เชื่อมต่อห้องน้ำพร้อมสวน และระเบียงส่วนตัว บรรยากาศ See Through เป็นหนึ่งเดียวกัน

Vitality Space พื้นที่พิเศษ ปรับเปลี่ยนตามตัวตนและไลฟ์สไตล์

Luxury Facilities ระบบสายไฟฟ้าใต้ดินทั้งโครงการ ถนน Asphalt ลดแสงสะท้อนและความร้อน

Clubhouse Loft Style สระว่ายน้ำระบบเกลือ ฟิตเนส และ ฟังก์ชั่นพิเศษ Party Area

ชื่อโครงการ            VIVE บางนา กม. 7

เจ้าของโครงการ    แลนด์แอนด์เฮ้าส์ / Land & Houses

ลักษณะโครงการ  ทาวน์โฮมรูปแบบใหม่ หน้ากว้าง 10 เมตร

พื้นที่โครงการ        รอข้อมูลจากทางโครงการ

จำนวนบ้าน              รอข้อมูลจากทางโครงการ

เนื้อที่บ้าน                 รอข้อมูลจากทางโครงการ

พื้นที่ใช้สอย            ประมาณ 225 ตร.ม.

จำนวนห้อง            3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 1 ห้องแม่บ้าน

ที่จอดรถทั้งหมด    3 คัน

โซน         บางนา กม.7

ขนส่งสาธารณะ

ถนนบางนา-ตราด

ทางพิเศษบูรพาวิถี

รถโดยสารที่ผ่าน     รอข้อมูลจากทางโครงการ

ที่ตั้ง         โซนบางนา กม.7

กำหนดการ            เปิดลงทะเบียน*

ปีที่สร้างเสร็จ           รอข้อมูลจากทางโครงการ

ราคา       เริ่มต้น 9-14 ล้านบาท*

ค่าส่วนกลางและกองทุน      รอข้อมูลจากทางโครงการ

สถานที่สำคัญใกล้เคียง        รอข้อมูลจากทางโครงการ

สิ่งอำนวยความสะดวก

Clubhouse Loft Style

สระว่ายน้ำระบบเกลือ

ฟิตเนส

Party Area

ระบบสายไฟฟ้าใต้ดินทั้งโครงการ

ถนน Asphalt ลดแสงสะท้อนและความร้อน

กล้องวงจรปิด

ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชม.

จุดเด่นของโครงการ              VIVE บางนา กม.7 Luxury Gallery House สไตล์ Loft หน้ากว้าง 10 ม. ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ในแต่ละยูนิต ออกแบบภายใต้แนวคิด Combine Space เริ่ม 9-14 ล้านบาท*

Open post

ผิวแพ้ง่าย รักษาได้ไม่ยาก

ผิวแพ้ง่าย คือสภาวะที่ผิวไวต่อสิ่งรบกวนภายนอก โดยเฉพาะสารเคมีและสภาพอากาศ ทำให้เกิดผื่นแดง ตุ่มนูน รู้สึกคัน แสบ หรือมีผิวลอกได้ การทำความเข้าใจถึงสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง ตลอดจนวิธีดูแลและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะสม อาจช่วยเร่งฟื้นฟูให้ผิวกลับมามีสุขภาพดี ผิวแข็งแรงเหมือนเดิมได้

 

ผิวแพ้ง่ายสังเกตได้อย่างไร

 

หลายคนที่ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าบางชนิดแล้วเกิดอาการแพ้มักเข้าใจว่าตนเองมีผิวแพ้ง่าย ทว่าแท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงอาการแพ้ที่เกิดจากสารเคมีบางตัวโดยเฉพาะ หรือการใช้ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ในปริมาณมากเกินไป วิธีสังเกตว่าตนเองมีผิวแพ้ง่ายหรือไม่ ทำได้ดังนี้

 

ผิวแดงขึ้นทันทีหลังสัมผัสสิ่งกระตุ้น เช่น การใช้โฟมล้างหน้า หรือการปะทะลมแรง แม้ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่อาจเป็นอาการของผิวแพ้ง่ายจากผื่นผิวหนังอักเสบชนิดโรซาเซีย (Rosacea) ซึ่งเป็นภาวะที่หลอดเลือดฝอยบริเวณใบหน้าแตก ร่วมกับมีตุ่มเล็ก ๆ ขึ้นตามคาง แก้ม และจมูก

ผิวหลุดลอกเป็นประจำจากการขาดความชุ่มชื้น มักเกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารเร่งการผลัดเซลล์ผิว เช่น กรดไกลโคลิก หรือเรตินอยด์ ในปริมาณมากเป็นเวลานาน

แสบผิว ผิวพุพองง่าย เกราะปกป้องผิวของผู้มีผิวแพ้ง่ายนั้นบอบบางกว่าคนทั่วไป ทำให้ผิวไวต่อสารเคมีหลายชนิดและอาจเกิดการระคายเคืองหลังใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องสำอาง สารทำความสะอาด ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เป็นต้น

รู้สึกคันเป็นประจำเนื่องจากผิวแห้ง เกราะปกป้องผิวที่บางไม่เพียงทำให้ระคายเคืองง่าย แต่อาจส่งผลให้ผิวกักเก็บความชุ่มชื้นได้น้อยและรู้สึกแห้งกร้านจนมีอาการคันตามผิวหนัง

ผิวแพ้ง่ายเกิดจากอะไร

 

ผิวแพ้ง่ายเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นความผิดปกติทางผิวหนังชนิดต่าง ๆ ผิวหนังขาดความชุ่มชื้น หรือการเผชิญสภาพอากาศที่ส่งผลเสียต่อผิวหนังเป็นเวลานาน ดังนี้

 

ผิวหนังอักเสบ เป็นภาวะที่ทำให้มีอาการคันหรือเกิดผื่นแดงตามผิวหนัง อีกทั้งส่งผลให้เกราะปกป้องผิวบางลงจนเกิดการระคายเคืองจากสิ่งกระตุ้นภายนอกได้ง่าย เช่น น้ำ ความร้อน ความเย็น ความชื้น เป็นต้น

ผื่นระคายสัมผัส ปัญหาผิวหนังอักเสบที่อาจเกิดจากการเผชิญปัจจัยแวดล้อมหรือสัมผัสสารก่อความระคายเคืองในปริมาณมากหรือเป็นเวลานาน เช่น สารเคมี รังสีอัลตราไวโอเลต ความร้อน ความเย็น เป็นต้น อาจก่อให้เกิดผื่นแดง ผิวแห้งแตก และรู้สึกคันตามผิวหนัง บางรายอาจมีเพียงอาการคันปรากฏเท่านั้น

ผื่นแพ้สัมผัส คือผิวอักเสบที่เกิดจากสิ่งกระตุ้นภายนอกร่างกาย เช่น สารเคมีบางชนิดในเครื่องสำอาง ลักษณะคล้ายกับผื่นระคายสัมผัส แต่เกิดขึ้นได้ยากกว่า ทั้งนี้ อาการผื่นแพ้อาจเกิดขึ้นใน 2-3 วัน หลังจากสัมผัสสิ่งกระตุ้น

ลมพิษจากการสัมผัส มีลักษณะเป็นรอยบวมและแดงที่ผิวหนัง มักปรากฎทันทีหลังจากสัมผัสสิ่งกระตุ้นหรือสารก่อภูมิแพ้

ผื่นผิวหนังอักเสบชนิดโรซาเซีย มักเกิดหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับผิวหน้าหรือเครื่องสำอางชนิดเดิมติดต่อกันนานหลายปี ส่งผลให้หลอดเลือดฝอยบริเวณใบหน้าแตก ผิวหน้าบวม แดง แพ้ง่าย และมีตุ่มคล้ายสิว

Aquagenic Pruritus คือโรคผิวหนังที่ส่งผลให้มีอาการคันหลังอาบน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเย็น น้ำอุ่น หรือน้ำอุณหภูมิปกติก็ตาม

ผิวแห้ง อาจเกิดจากพันธุกรรม การรับประทานยา สภาพอากาศที่มีความชื้นต่ำ ผลกระทบจากโรค หรือชำระล้างผิวบ่อยครั้งเกินไป ทำให้ผิวระคายเคือง แพ้ง่าย และมักมีอาการคันร่วมด้วย โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในที่ที่มีอากาศร้อน

Cutaneous Mastocytoses คือภาวะผิดปกติที่ชั้นผิวหนังมีแมสท์เซลล์ (Mast Cells) ในปริมาณมาก เซลล์ชนิดนี้จะปล่อยสารฮิสทามีน (Histamine) ที่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้เมื่อมีสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย ทำให้ผิวมีผื่นแดงและบวม

คาร์ซินอยด์ซินโดรม (Carcinoid Syndrome) คือกลุ่มอาการของโรคมะเร็งคาร์ซินอยด์ ผู้ป่วยมักมีผิวหนังแดงจากเส้นเลือดฝอยขยายตัว ปรากฏร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ท้องเสีย ปวดท้อง หายใจมีเสียงหวีด ความดันโลหิตต่ำ เป็นต้น

สิ่งแวดล้อม การเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ทำร้ายผิวอย่างต่อเนื่อง เช่น แสงแดด ลม อากาศร้อนหรือหนาวจัด อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้

ทดสอบผิวแพ้ง่ายได้อย่างไร

 

ผู้มีผิวแพ้ง่ายควรเข้ารับการตรวจหาสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ เพื่อรับการรักษาหรือหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นดังกล่าวได้อย่างตรงจุด โดยแพทย์อาจตรวจดูอาการและแนะนำให้รับการทดสอบด้วยวิธีดังต่อไปนี้

 

วิธีปิดสารทดสอบบนผิวหนัง เป็นวิธีที่นิยมใช้ทดสอบผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง แพทย์จะปิดแผ่นแปะผิวหนังที่ป้ายสารก่ออาการแพ้ 20-30 ชนิด บริเวณแขนหรือแผ่นหลังของผู้ทดสอบและทิ้งไว้ประมาณ 48 ชั่วโมง ระหว่างนี้ต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้ผิวหนังบริเวณที่ทดสอบสัมผัสน้ำและมีเหงื่อออก เมื่อครบกำหนดจึงดึงแผ่นแปะผิวหนังออก หากพบว่าผิวหนังบริเวณใดเกิดผื่นแดง แสดงว่าผู้รับการทดสอบแพ้สารชนิดนั้น ๆ

วิธีสะกิด ใช้ตรวจสอบสารก่อภูมิแพ้ได้ถึง 40 ชนิดในครั้งเดียว นิยมนำมาทดสอบอาการแพ้จากเกสรดอกไม้ เชื้อรา ไรฝุ่น และอาหาร แพทย์จะหยดสารที่คาดว่าก่อให้เกิดการแพ้ตามบริเวณท้องแขนหรือแผ่นหลัง จากนั้นใช้เข็มสะกิดผิวของผู้ทดสอบตามจุดที่หยดสาร แล้วทิ้งไว้ 15 นาที ตำแหน่งที่แพ้จะเกิดผื่นแดงหรือตุ่มคล้ายยุงกัด ทั้งนี้ แพทย์อาจป้ายฮิสทามีน กลีเซอรีน (Glycerin) หรือน้ำเกลือ ลงบนผิวชนิดละตำแหน่งด้วย เพื่อดูว่าผิวหนังของผู้ทดสอบตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้เป็นปกติหรือไม่ หากผิวไม่ตอบสนองต่อฮิสทามีน อาจต้องใช้การทดสอบด้วยวิธีอื่นแทน ส่วนผิวที่ป้ายกลีเซอรีนหรือน้ำเกลือแล้วเกิดอาการแพ้ อาจบ่งบอกได้ว่าผู้ทดสอบมีผิวแพ้ง่าย

การตัดชิ้นเนื้อจากผิวหนังส่งตรวจ คือการตัดเนื้อเยื่อผิวหนังบริเวณที่ผิดปกติและนำไปตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ เพื่อหาสาเหตุของอาการผิดปกติ

ผิวแพ้ง่ายควรดูแลอย่างไร

 

ผู้มีผิวแพ้ง่ายควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้า บำรุงผิวหน้า และเครื่องสำอางที่อ่อนโยนต่อผิว รวมถึงปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยที่อาจกระตุ้นให้ผิวหนังเกิดอาการแพ้หรือระคายเคือง ดังนี้

 

ทดสอบอาการแพ้ทุกครั้งก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ทุกชนิด โดยทาบาง ๆ บริเวณข้อพับแขน ข้อมือ ท้องแขน หรือหลัง หลีกเลี่ยงไม่ให้ผิวหนังส่วนที่ทดสอบสัมผัสน้ำหรือเหงื่อประมาณ 48 ชั่วโมง หากเกิดผื่นแดงแสดงว่ามีอาการแพ้และไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอม แอลกอฮอล์ และส่วนผสมบางชนิดที่อาจทำให้มีอาการแพ้ได้ง่าย เช่น เรตินอยด์ กรดอัลฟาไฮดรอกซี (Alpha-Hydroxy Acids: AHA) ทัลคัม (Talc) ไมกา (Mica) สารเคมีระงับกลิ่นกาย รวมถึงสารเคมีที่มีคุณสมบัติทำลายหรือยับยั้งแบคทีเรีย

ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อผลัดเซลล์ผิว หากต้องการผลัดเซลล์ผิวควรทำภายใต้การดูแลของแพทย์

หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีคุณสมบัติกันน้ำหรือมีสารกันเสียเป็นส่วนประกอบ

ไม่ควรใช้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุ เพราะอาจเกิดการกลายสภาพและเป็นอันตรายต่อผิวหนัง

หลีกเลี่ยงสภาพอากาศหนาวจัดหรือร้อนจัด โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาทางผิวหนัง เช่น ผื่นผิวหนังอักเสบ เพราะอาจทำให้อาการแพ้รุนแรงขึ้น

หลีกเลี่ยงการออกกลางแจ้งในช่วงเวลา 9.00-14.00 น. เนื่องจากเป็นช่วงที่มีความเข้มของรังสียูวีค่อนข้างสูง

ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เท่านั้น

ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ

ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวเป็นประจำเพื่อป้องกันผิวแห้ง โดยควรเลือกที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติเป็นหลักและปราศจากน้ำหอม

ทาครีมกันแดดที่มีค่าป้องกันแสงแดดหรือ SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไปเป็นประจำ โดยเฉพาะก่อนออกแดด ควรเลือกครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของซิงก์ออกไซด์ (Zinc Oxide) และไททาเนียมไดออกไซด์ (Titanium Dioxide) เป็นหลัก เนื่องจากสารทั้ง 2 ชนิดนี้จะไม่ซึมผ่านผิวหนัง ทำให้เสี่ยงเกิดการแพ้ได้น้อย

หมั่นล้างและทำความสะอาดสิ่งของที่สัมผัสผิวหน้าเป็นประจำ เช่น อุปกรณ์แต่งหน้า ปลอกหมอน เป็นต้น เพราะเชื้อแบคทีเรียที่สะสมอยู่ตามสิ่งเหล่านี้อาจเป็นปัจจัยก่อให้เกิดสิวและปัญหาทางผิวหนังที่ส่งผลให้ผิวระคายเคืองง่าย

เลือกสวมเสื้อผ้าเนื้อบางเบา ไม่รัดรูป หรือผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย เพื่อป้องกันการระคายเคืองของผิวหนัง

Open post

10 นิสัย ที่ทำให้ผิวแพ้ง่ายไม่เลิก

ผิวแพ้ง่าย ใครๆ ก็ไม่อยากเป็น เพราะจะใช้อะไรก็ระคายเคือง แต่งหน้าก็ยาก หลายคนคิดว่าผิวแพ้ง่ายเหมือนโชคชะตากลั่นแกล้ง แต่บางทีมันอาจเกิดจากพฤติกรรมบางอย่างที่เราเผลอทำจนเป็นนิสัยก็ได้ จะมีอะไรบ้างเราลองมาเช็คกันนะคะ

 

  1. ลองของใหม่หลายตัวพร้อมๆ กัน

 

แม้ว่าจะมีรีวิวว่าดีถล่มทลาย แต่มันก็ไม่ได้เวิร์คกับทุกคนนะคะ ดังนั้นสาวๆ จึงไม่ควรลองยี่ห้อใหม่มากกว่า 1 ตัวในเวลาเดียวกัน เช่น ใช้รองพื้นยี่ห้อใหม่ ไปพร้อมๆ กับ Makeup remover ยี่ห้อใหม่ แต่ควรลองทีละอย่างแล้วเว้นช่วงกันสัก 5-7 วัน เพราะหากครีมผิวแพ้ง่ายเกิดอาการแพ้ขึ้นมาจะจับผู้ร้ายถูกตัว ไม่ต้องโละทิ้งยกเซ็ตค่ะ

 

  1. ละเลยที่จะทดสอบการแพ้ (Patch Test)

บางคนเสียค่าครีมหลักพัน แต่เสียค่าหมอหลักหมื่น เพราะไม่ได้ทดสอบการแพ้ก่อนใช้จริง ดังนั้นเราควรทดลองทาครีมส่วนหนึ่งบริเวณข้างลำคอก่อน หากผ่านไป 24 ชั่วโมงแล้วไม่มีอาการผิดปกติใดๆ จึงค่อยใช้กับผิวบริเวณอื่นค่ะ

 

  1. ทำความสะอาดผิวมากเกินไป บ่อยเกินไป

ถึงจะเลือกแบบที่มีสารอ่อนโยนสุดๆ แต่หากล้างบ่อยเกินไปก็ทำร้ายผิวได้เหมือนกันนะคะ โดยเฉพาะสาวผิวแห้ง การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของซัลเฟต (Sulfate) หรือมีฟองมากๆ จะยิ่งทำให้ผิวแห้งและระคายเคืองง่าย ดังนั้นควรเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าเนื้อครีมหรือน้ำนม แล้วล้างแค่เช้า-เย็นก็เพียงพอแล้ว

 

  1. บำรุงมากเกินไป

เวลาที่ใช้แล้วสิวขึ้นเล็กน้อย ไม่มีผดผื่นหรือแสบแดง นั่นอาจไม่ใช่การแพ้ แต่อาจเป็นเพราะคุณบำรุงผิวมากเกินไป หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่เนื้อหนักเกินไป ทำให้กระทบต่อกระบวนการสร้างน้ำมันหล่อเลี้ยงตามธรรมชาติ และกลายเป็นสิวอุดตันตามมา จึงควรเลือกเนื้อผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับผิว และบำรุงแค่เช้า-เย็นก็เพียงพอค่ะ

 

  1. ใช้สครับที่ไม่เหมาะสม

ผิวบอบบางไม่ได้แปลว่าใช้สครับไม่ได้นะคะ เพียงแต่ต้องเลือกชนิดที่มีเม็ดสครับเล็กละเอียดที่สุด และมีสารบำรุงที่อ่อนโยนต่อผิว พวกเม็ดสครับใหญ่ๆ อย่างสูตร DIY ที่ทำจากเกลือหรือน้ำตาลนั้นควรเลี่ยงไปก่อน เพราะจะยิ่งทำให้ผิวระคายเคืองมากกว่าเดิมค่ะ

 

  1. ทำ Microdermabrasion

ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณที่ดีจะแนะนำให้คุณเลี่ยง Microdermabrasion เพราะมันจะทำให้ผิวแพ้ง่ายยิ่งแดงและระคายเคืองง่ายกว่าเดิม หากอยากผลัดเซลล์ผิวจริงๆ ควรบำรุงให้ผิวแข็งแรงดีก่อนนะคะ

 

  1. ละเลยอาการผิวขาดน้ำ

ผิวที่ชุ่มชื่นจะมีเกราะป้องกันตามธรรมชาติ หากขาดความชุ่มชื่นก็เท่ากับโดนข้าศึกโจมตีรอบด้าน ไม่เว้นแม้กระทั่งผิวมัน การบำรุงผิวและดื่มน้ำมากๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญค่ะ สำหรับผิวมันควรเลือกชนิดบางเบา ซึมซาบง่าย ส่วนผิวแห้งนอกจากมอยส์เจอไรเซอร์ทั่วไปแล้ว สามารถเพิ่มน้ำมันอย่าง sweet almond oil, rosehip oil, jojoba oil และ evening primrose oil ได้ หรือถ้าอยากใช้เนื้อเบาๆ อย่าง Serum ก็ควรเลือกที่มีส่วนผสมของ linoleic acid ค่ะ

 

  1. ไม่ฟังเสียงจากผิว

การยึดติดกับฉลากที่ระบุว่า “สำหรับผิวแพ้ง่าย” ไม่ดีเท่ากับฟังเสียงตอบรับจากผิวคุณจริงๆ จึงควรยึดจากสารบำรุงที่คุณไม่แพ้ มากกว่าจะยึดที่รุ่นของผลิตภัณฑ์ (ซึ่งบางทีก็แทบไม่ช่วยให้ผิวคุณดีขึ้นเลย) เพราะบางทีคุณอาจไม่ได้แพ้ง่าย แค่ใช้สารบำรุงไม่เหมาะกับผิวเท่านั้นเองค่ะ

 

  1. ปล่อยให้เหงื่ออุดตันรูขุมขน

ทุกครั้งที่ออกกำลังกายแล้วเหงื่อออกมาก ไม่ควรทิ้งไว้ให้แห้งเองเด็ดขาด แต่ควรมีผ้าไว้คอยซับเสมอ เพราะเหงื่อและความมันคือตัวดักจับสิ่งสกปรก เมื่อความชื้นเจอกับแบคทีเรีย ผลลัพธ์คือสิวเห่อตามมา นอกจากนี้ สาวผิวแพ้ง่ายควรเลี่ยงการอบซาวน่า เพราะจะทำให้ผิวเป็นจ้ำแดง และระคายเคืองจากเหงื่อได้ค่ะ

 

  1. ล้างหน้าหรืออาบน้ำด้วยน้ำอุ่นบ่อยๆ

บางคนเชื่อว่าน้ำอุ่นๆ จะช่วยให้ทำความสะอาดผิวได้ดีขึ้น แต่ผลที่ตามมาก็คือ อาการแห้ง แดง รู้สึกคันผิว เจออากาศเปลี่ยนหน่อยก็ผิวลอก ระคายเคืองง่าย ดังนั้นหากใครมีผิวบอบบางก็ควรเลือกอาบน้ำอุณหภูมิปกติจะดีที่สุดค่ะ

 

หากเช็คแล้วพบว่ามีข้อไหนที่เผลอทำอยู่ ก็ลองปรับเปลี่ยนกันดูนะคะ แล้วผิวของเราจะแข็งแรงขึ้นอีกเยอะ บอกลาคำว่าแพ้ได้ในที่สุดค่ะ

Posts navigation

1 2 3