ตรวจหัวใจที่ไหนดี

ตรวจหัวใจที่ไหนดี

safeheartcenter คือศูนย์โรคหัวใจครบวงจร

 

การเลือก ตรวจหัวใจที่ไหนดี

 

ศูนย์หัวใจ safeheartcenter ให้บริการดูแลด้านหัวใจอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การป้องกัน การวินิจฉัยในระยะเริ่มต้น การรักษา ตลอดจนถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจ พร้อมด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย

 

คณะแพทย์ของศูนย์หัวใจ safeheartcenter ประกอบด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจในสาขาต่างๆ ทั้งอายุรแพทย์ด้านหัวใจ ศัลยแพทย์หัวใจ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูหัวใจ ที่ล้วนผ่านการอบรมจากสถาบันชั้นนำทั่วโลก

 

นอกจากนี้แล้ว ศูนย์หัวใจ safeheartcenter ยังมีบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจโดยเฉพาะ ได้แก่ พยาบาลที่ผ่านการอบรมทางด้านหัวใจโดยตรง เภสัชกร นักโภชนาการ และนักกายภาพบำบัด

การตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจ

การรักษาโรคหัวใจและการผ่าตัดหัวใจ

ศัลยกรรมหัวใจและช่องอก

การบริการทางการแพทย์

 

การตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจ

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง

การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย

การตรวจคลื่นหัวใจโดยใช้โดบูตามีนกระตุ้น (กรณีผู้ป่วยไม่สามารถออกกำลังกายได้)

การตรวจดูหลอดเลือดทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์

การตรวจดูหลอดเลือดด้วยเครื่องวินิจฉัยสนามแม่เหล็ก

การบันทึกคลื่นหัวใจ 24 ชั่วโมงรวมถึงการเฝ้าระวังความผิดปกติ

การตรวจหัวใจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์

การทดสอบระบบประสาทอัตโนมัติหัวใจด้วยเตียงปรับระดับ

การตรวจทางหลอดอาหาร (แบบหลายมิติ)

การศึกษาคลื่นไฟฟ้าภายในหัวใจ (หัวใจเต้นผิดจังหวะ)

การวินิจฉัยโดยการสวนหัวใจ

การฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจ (การสวนหัวใจ)

การฉีดสีดูหลอดเลือดคอที่ไปเลี้ยงสมอง

การฉีดสีดูหลอดเลือดเลี้ยงแขนขา

 

การรักษาโรคหัวใจและการผ่าตัดหัวใจ

ศูนย์หัวใจ safeheartcenter ให้การดูแลผู้ป่วยทุกท่านอย่างทุ่มเทและคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ โดยทางโรงพยาบาลมีบริการตลอด 24 ชั่วโมง ในกรณีฉุกเฉินที่หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน จะมีการถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจภายใน 90 นาทีตามมาตรฐานสากล

ระบบกระแสไฟฟ้าหัวใจ

การตรวจทางสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจรวมถึงการรักษาด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง (ablation)

การใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ

การใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจโดยใช้เครื่อง ICD (implantable cardioverter defibrillator)

การใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจโดยใช้เครื่อง CRT (cardiac resynchronization therapy)

กลุ่มหลอดเลือดหัวใจ

การสวนหัวใจและการฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจ

การถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจผ่านสายสวนและใส่ขดลวดค้ำยัน

หัวใจพิการแต่กำเนิด

การผ่าตัดปิดรูรั่วผนังหัวใจห้องบน

การผ่าตัดปิดรูรั่วผนังหัวใจห้องล่าง

การผ่าตัดปิดเส้นเลือด ductus arteriosus ซึ่งเชื่อมอยู่ระหว่าง aorta และ pulmonary artery

ระบบลิ้นหัวใจ

การผ่าตัดลิ้นหัวใจ

กลุ่มหลอดเลือด

การใส่ขดลวดค้ำยันบริเวณหลอดเลือดคอที่ไปเลี้ยงสมอง

การใส่ขดลวดค้ำยันบริเวณหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไต

การใส่ขดลวดค้ำยันบริเวณหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงแขนขา

 

ตรวจหัวใจที่ไหนดี

การตรวจสรรถภาพการทำงานของหัวใจด้วยสายพาน (Exercise Stress Test)

เป็นการตรวจและบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลังกายโดยการเดิน-วิ่งบนสายพาน(หรือลู่) เพื่อดูการทำงานของหัวใจและดูว่ามีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือไม่เวลาออกกำลังกาย ช่วยวินิจฉัยแยกโรคในผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บหน้าอก นอกจากนั้นยังใช้ตรวจสอบความ แข็งแรงของร่างกาย

 

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (E.K.G.)

เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจเบื้องต้น ช่วยบอกความผิดปกติของจังหวะการเต้นของหัวใจ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายที่เป็นมานานแล้ว อาจบอกถึงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจ ขาดเลือดจากหลอดเลือดหัวใจตีบได้ โดยเฉพาะถ้าตรวจในขณะที่มีอาการเจ็บหน้าอก

 

เครื่องเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ (Intra Aortic Balloon Pumb)

เป็นเครื่องช่วยให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ดีขึ้นและหัวใจใช้พลังงานในการทำงานลดลง มีประโยชน์กับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่มีภาวะช็อกจากกล้ามเนื้อหัวใจตาย

 

การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Echocardiosonogram)

เป็นการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงใช้ตรวจหาความผิดปกติในส่วนต่างๆ ของหัวใจ แพทย์สามารถมองเห็นการทำงานของหัวใจจากจอภาพสีจึงให้ผลการตรวจที่ชัดเจน

 

การกระตุ้นการเต้นของหัวใจ (Pace maker)

การกระตุ้นการเต้นของหัวใจด้วยเครื่องมือชนิดพิเศษ (Pace Maker) ซึ่งเป็นอุปกรณ์พิเศษใช้ใน การช่วยกระตุ้นการเต้นของหัวใจในผู้ป่วยที่หัวใจเต้นช้า ผิดปกติ

Open post

รักษาโรคหัวใจ

รักษาโรคหัวใจ 24 ชม.

การตรวจพื้นฐาน

การตรวจร่างกาย เพื่อดูน้ำหนัก ส่วนสูง อ้วนหรือไม่ การจับชีพจร อัตราและความสม่ำเสมอของการเต้นของหัวใจ ความดัน โลหิต ฟังเสียงหัวใจว่ามีเสียงผิดปกติไหม เช่น เสียงสาม เสียงสี่ หรือ เสียงฟู่ นอกจากนั้นแล้วแพทย์จะตรวจร่างกาย ทุกระบบด้วย เพื่อดูว่ามีภาวะหัวใจล้มเหลวหรือไม่ และ ดูโรคอื่นๆที่อาจพบร่วมด้วย

 

คลื่นไฟฟ้าหัวใจ คลื่นไฟฟ้าหัวใจจะบอกจังหวะการเต้นของหัวใจ บอกขนาดห้องหัวใจ(แต่ไม่ดีนัก) บอกโรคของเยื่อหุ้มหัวใจ บางชนิด หรือ กล้ามเนื้อหัวใจตาย หลายคนคิดว่าการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็นการ “เช็ค” หัวใจคล้ายเช็คเครื่อง แต่ความจริงแล้ว ไม่ใช่เช่นนั้น คลื่นไฟฟ้าหัวใจจะผิดปกติก็ต่อเมื่อมีโรคหัวใจที่รุนแรง เช่น หัวใจขาดเลือดรุนแรง กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจเต้น ผิดจังหวะ เป็นต้น ต้องเข้าใจว่าคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ปกติ ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้เป็นโรคหัวใจ

 

เอกซเรย์ทรวงอก หรือเรียกง่ายๆว่าเอกซเรย์ปอด ซึ่งจะเห็นทั้งปอด หลอดเลือดแดงใหญ่ การกระจายของเลือดในปอด ภาวะน้ำท่วมปอด หรือ หัวใจล้มเหลว เงาของหัวใจซึ่งบอกขนาดหัวใจได้ดีพอควร

 

ตรวจเลือด การตรวจหาระดับสารต่างๆในเลือด ส่วนใหญ่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหัวใจโดยตรง แต่เป็นการดูเพื่อหาปัจจัยเสี่ยง ของโรคหัวใจ เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ช่วยในการวินิจฉัยแยกโรค และ การใช้ยาต่างๆ (เพื่อลดปัญหาแทรกซ้อนจากยา)

 

การตรวจพิเศษศูนย์หัวใจครบวงจร

Echocardiogram หรือ อัลตราซาวน์หัวใจ

 

ด้วยหลักการสะท้อนกลับของคลื่นเสียงความถี่สูง ซึ่งจะส่งผ่านผนังทรวงอกไปถึงหัวใจโดยหัวตรวจชนิดพิเศษ เมื่อคลื่นเสียงความถี่สูง ผ่านอวัยวะต่างๆจะเกิดสัญญาณสะท้อนกลับ ซึ่งแตกต่างกันระหว่างน้ำ เนื่อเยื่อ คอมพิวเตอร์จะนำเอาสัญญาณเหล่านี้มาสร้างภาพ ดังนั้น ภาพที่เห็นก็คือหัวใจของผู้ป่วย Echocardiogram จึงช่วยให้ แพทย์สามารถวินิจฉัยโรค พยากรณ์โรค ตรวจหาความรุนแรง ติดตามผลการรักษา ในโรคหัวใจและ หลอดเลือดได้อย่างมี ประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคหัวใจแต่กำเนิด โรคลิ้นหัวใจพิการ โรคกล้ามเนื้อหัวใจพิการ โรคของเยื่อหุ้มหัวใจ แต่อย่างไรก็ตามวิธีนี้จะไม่เห็นหลอดเลือดหัวใจโดยตรง และ อาจได้ภาพ ไม่ชัดเจนในผู้ป่วยที่อ้วนหรือผอมมาก หรือ มีถุงลมโป่งพอง เนื่องจากไขมันและอากาศขัดขวางคลื่นเสียงความถี่สูง

 

Exercise Stress Test การเดินสายพาน

 

หลักการ คือ ให้ผู้ป่วย(หรือผู้ที่ต้องการตรวจ)ออกกำลังกายโดยการเดินบนสายพานที่เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ (บางแห่งอาจให้ปั่นจักรยานแทน) เมื่อออกกำลังกายหัวใจจะเต้นเร็วขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องได้รับเลือดมาเลี้ยงมากขึ้นด้วย หากมีหลอดเลือดหัวใจตีบ เลือดจะไม่สามารถ เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้เพียงพอ จะเกิดอาการแน่นหน้าอก และ มีการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจให้เห็น การทดสอบนี้ยังช่วย บอกแพทย์ด้วยว่าผู้ป่วยเหนื่อยง่ายกว่าคนปกติหรือไม่ และ ใช้ในการติดตามผู้ป่วยภายหลังได้รับการรักษา ไม่ว่าจะด้วยยา หรือ การขยายหลอดเลือด หรือ การผ่าตัด

 

โดยการให้ผู้รับการทดสอบเดินบนสายพาน ต่อขั้วและสายนำไฟฟ้าบริเวณหน้าอก 10 สาย เข้ากับเครื่อง Computer ในขณะที่ เดินอยู่ เครื่อง Computer จะบันทึกและแสดงลักษณะของคลื่นนำไฟฟ้าภายในหัวใจพร้อมทั้งความดันโลหิต ตลอดเวลา ในขณะ ทดสอบจะมีการเพิ่มความเร็ว และ ความชัน ของเครื่องเป็นระยะๆตามโปรแกรมที่จะเลือกให้เหมาะสมกับสภาพของผู้ทดสอบ โดยเฉพาะเป็นรายๆไป เมื่อเสร็จสิ้นการทดสอบ ผู้ทดสอบสามารถทราบผลการทดสอบจากแพทย์ ซึ่งจะเฝ้าสังเกตอาการอยู่ ด้วยตลอดการทดสอบได้ทันที

 

Tilt Table Test

 

เป็นการตรวจพิเศษที่ใช้ทดสอบในกลุ่มผู้ป่วย ที่มีอาการเป็นลมโดยไม่ทราบสาเหตุ เพื่อหาทางแก้ไขหรือรักษาให้ถูกต้องต่อไป เนื่องจากอาการเป็นลมหมดสติ เกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งอาจจะมาจากปัญหาทางด้านสมอง หรือ หัวใจก็ได้

 

คำจำกัดความของ ” อาการเป็นลม , หมดสติ “ คือ การไม่รู้สติสัมปชัญญะอย่างเฉียบพลัน ( โดยทั่วไปมักน้อยกว่า 1 นาที ) อันเป็นผลมาจากสมองเกิดภาวะขาดออกซิเจน โดยไม่มีความผิดปกติทาง ระบบประสาทเฉพาะที่ เช่น โรคลมชัก เป็นต้น แม้ว่าภาวะการเป็นลม จะไม่ค่อยก่อให้เกิดอันตราย ถึงแก่ชีวิต แต่การเกิดซ้ำๆ ก็ก่อให้เกิดความกังวลใจและ อาจทำให้เกิดบาดแผลต่อร่างกาย หรือเกิดอาการผิดปกติทางสมองได้

 

การทดสอบชนิดนี้ เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการเป็นลมบ่อยๆ หรือเป็นลมง่าย เช่น เห็นเลือดแล้วเป็นลม เปลี่ยนท่าแล้วเป็นลม หรือ เสียใจ ดีใจมาก ก็เป็นลม การทดสอบชนิดนี้ทำได้ง่าย ไม่ต้องนอนพักต่อในโรงพยาบาล การทดสอบจะกระทำในห้องที่มีเตียงพิเศษ สามารถปรับระดับองศา ของเตียงได้ ผลการทดสอบ แพทย์จะวิเคราะห์จาก อัตราชีพจร ความดันโลหิต ลักษณะคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และ อาการของผู้ป่วย ขณะที่ถูกเปลี่ยนระดับเตียง จากนอนราบเป็นประมาณ 70-80 องศา เป็นเวลาประมาณ 15-20 นาที บางครั้งอาจ จำเป็นต้องใช้ยาร่วมด้วย

 

 

 

รักษาโรคหัวใจ 24 ชม.

การบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24-48 ช.ม.

 

เป็นการติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมง ไว้กับตัวท่าน โดยที่ท่านสามารถกลับไปพักที่บ้าน หรือทำงาน ได้ตามปกติ โดยไม่ต้องเสียเวลานอนพักค้างที่โรงพยาบาล และเมื่อครบกำหนด 24 หรือ 48 ชั่วโมงแล้ว ท่านจึงกลับมา ถอดเครื่อง และรอรับทราบผล การตรวจวิเคราะห์จากแพทย์ได้ การตรวจวิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่อาจจะมีปัญหาใจสั่นผิดปกติเป็นครั้งคราว หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม อยู่เสมอ เวียนศีรษะ ใจเต้นแรงผิดปกติเป็นประจำ แต่บางครั้งขณะ มาพบแพทย์อาการดังกล่าวก็ไม่ปรากฎ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ณ เวลาที่ไม่มีอาการ ( ECG ) ก็ปกติ ทำให้ไม่ทราบว่าอาการใจสั่นเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่

 

ข้อห้ามบางประการขณะติดเครื่องบันทึก

 

ห้ามอาบน้ำ ว่ายน้ำ หรือทำให้เครื่องและบริเวณที่ติดสายและขั้วต่อเปียก

ห้ามทำเครื่องตก ( เครื่องจะใส่กระเปําและเข็มขัดไว้ให้ท่านอย่างเรียบร้อย )

ห้ามออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวของแขนมาก

การฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจ

 

การตรวจสวนหัวใจหรือการฉีดสี หมายถึงการใช้สายสวนขนาดเล็ก ( โดยทั่วไป เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 มม. ) ใส่เข้าไปตาม หลอดเลือดแดง อาจจะใส่จากบริเวณขาหนีบ ( ซึ่งนิยมมากที่สุด ) ข้อพับแขนหรือข้อมือ ไปจนถึง จุดที่เป็นรูเปิดของหลอดเลือด ที่ไปเลี้ยงหัวใจ ( หรือที่รู้จักกันว่าหลอด เลือดโคโรนารี่ ) ทั้งซ้ายและขวา ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวมักจะอยู่ก่อนถึงหัวใจเล็กน้อย จากนั้น แพทย์จะใช้สารละลายทึบรังสีเอ็กซเรย์ ( หรือ “สี” ) ฉีดเข้า ทางสายสวนนั้นไปที่หลอดเลือดโคโรนารี่ เพื่อตรวจสอบดูว่า มีการตีบแคบ หรือตันของหลอดเลือดอันสำคัญนั้นหรือไม่ ถ้ามีการตีบแคบหรือตัน การฉีดสี ก็จะสามารถให้รายละเอียดได้ชัดเจนอีกว่า เป็น ณ บริเวณใดของหลอดเลือด เป็นมากหรือน้อยประการใด ทั้งนี้นอกจากจะช่วยในการวินิจฉัย โรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ อย่างแม่นยำ แล้ว ยังช่วย ในการตัดสินใจของผู้ป่วยญาติ และแพทย์ อีกด้วยว่าควรจะแก้ไขหรือรักษาด้วยวิธีใด ให้เหมาะสม และเกิดประสิทธิผล แก่ผู้ป่วยอย่างสูงสุด

 

ปัจจุบันการตรวจสวนหัวใจทำได้ง่ายและสะดวกขึ้น ใช้เวลาพักอยู่ในโรงพยาบาลเพียง 1 วัน และขณะทำก็ไม่มี การใช้ยาสลบ แต่อย่างใด จะใช้ยาชา เฉพาะที่เท่านั้น ขณะตรวจผู้ป่วยจะสามารถมองผ่านทางจอภาพได้ตลอดเวลา และเมื่อการตรวจเสร็จ เรียบร้อย ท่านก็จะทราบผลการตรวจได้ทันที

 

ผลแทรกซ้อนจากการตรวจ

 

มีผลแทรกซ้อนที่เกิดจากการสวนหัวใจและฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจอยู่บ้าง ผลแทรกซ้อนที่ไม่รุนแรง (พบได้น้อยกว่าร้อยละ 5) เช่น ผลต่อหลอดเลือดที่ขา(ตำแหน่งที่แทงเข็ม) เลือดออก แพ้”สี”แบบไม่รุนแรง เป็นต้น หรือ ผลแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น อัมพาต แพ้”สี”รุนแรง หัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง เสียชีวิต อย่างไรก็ตามผลแทรกซ้อนที่รุนแรงเหล่านี้พบน้อยมาก น้อยกว่าร้อยละ 1 ทำให้เมื่อชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดี กับ ข้อเสียแล้ว ผู้ป่วยจำนวนมากจะได้ประโยชน์จากการสวนหัวใจและฉีดสีดูหลอดเลือด

 

การขยายหลอดเลือดหัวใจ (การทำบอลลูน)

 

ก่อนหน้านี้การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจที่ตีบแคบหรือโรคหลอดเลือดแดงโคโรนารี่ ซึ่งโดยทั่วไปพบว่ามักจะเกิดจาก การอุดตัน ของไขมันนั้น มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นที่ค่อนข้างได้ผล นั่นคือ การผ่าตัดหัวใจ หรือการตัดต่อทำทางเดินของ หลอดเลือดใหม่ หรือ ที่เรามักจะได้ยินว่า การทำ CABG หรือการทำ “Bypass” นั่นเอง แต่ปัจจุบันวงการแพทย์ค้นพบวิธีการรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด ซึ่งสามารถรักษาแก้ไขภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบอย่างได้ผล และ ช่วยชะลอ หรือไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้วิธีผ่าตัดอีกต่อไป วิธีนี้เรียกว่าการทำ PTCA หรือ ” การขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ด้วยสายสวนพิเศษชนิดบอลลูน ” แพทย์จะพยายามใส่สายสวนนี้เข้าไป ให้ถึงบริเวณหลอดเลือดที่ตีบแคบ (โดยมีลวดนำ ) จากนั้นจะใส่ลมเข้าไปให้ ลูกโป่งนั้นพองออก ตรงตำแหน่งของหลอดเลือดที่ตีบแคบพอดี แรงกด ของลูกโป่งจะดัน ผนังของหลอดเลือดที่ตีบแคบ ให้ขยายออก ทำให้เลือดที่มี ออกซิเจนไหลผ่าน หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้มากขึ้น อาการเจ็บจุก หรือแน่น หน้าอกก็จะหายไป

 

การรักษาด้วยวิธีนี้จะกระทำภายในห้องปฏิบัติการตรวจสวนหัวใจที่มีเครื่องมือและอุปกรณ์พิเศษโดยเฉพาะ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ความสำเร็จในการขยายหลอดเลือดมากกว่าร้อยละ 90 หลังการรักษาท่าน จะได้รับคำแนะนำให้พักในโรงพยาบาลเพียง 1 – 2 วัน เท่านั้น ก็จะสามารถกลับบ้านได้ การขยายหลอดเลือด ด้วยบอลลูนนี้มีเสี่ยง(ต่อการเสียชีวิต)บ้าง แต่อย่างไรก็ตามอัตราเสี่ยงน้อย กว่าร้อยละ 2 (น้อยกว่าการที่ไม่รักษา) ผลแทรกซ้อนที่พบบ่อย (ประมาณร้อยละ 5) คือ เลือดออก หรือ อันตรายต่อหลอดเลือดที่ขา (ตำแหน่งที่แทงเข็ม) ซึ่งสามารถแก้ไขได้

 

หากท่านได้รับคำแนะนำจากแพทย์ถึงการรักษาชนิดนี้ ท่านจะได้รับคำแนะนำการเตียมตัวล่วงหน้าจากแพทย์ของท่าน โดยละเอียด เช่น ท่านต้อง งดน้ำงดอาหาร อย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนตรวจ เป็นต้น

 

สิ่งที่ท่านควรทราบอีกประการหนึ่ง คือ การรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบ ไม่ว่าจะด้วยยา การขยายหลอดเลือด หรือ การผ่าตัด ไม่ได้ช่วยให้ท่าน “หายขาด” จากโรค เพียงแต่ช่วยลดอาการเจ็บแน่นหน้าอก ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ในบางรายช่วยลดอัตราตายในระยะยาวลง การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนนี้ มีโอกาสที่หลอดเลือดบริเวณที่ขยายไว้ จะตีบประมาณร้อยละ 30-40 ใน 6 เดือน พบว่าการขยายหลอดเลือดร่วมกับการใส่ “ขดลวด” หรือ Stent จะช่วยลด การกลับมาตีบซ้ำลงได้เหลือประมาณร้อยละ 15-20 และหากเป็น “ขดลวดเคลือบยา” การตีบซ้ำยิ่งพบน้อยลง แต่จำเป็นต้องรับประทานยาต้านเกร็ดเลือดไปนาน

 

การตรวจระบบไฟฟ้าในหัวใจ

 

หัวใจประกอบไปด้วยส่วนสำคัญหลายส่วน เช่น หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ ลิ้นหัวใจ เป็นต้น แต่การที่หัวใจจะบีบตัว ได้ตามปกตินั้น จำเป็นต้องมีระบบการนำไฟฟ้าหัวใจที่ปกติด้วย การที่หัวใจเต้นผิดปกติ เร็วหรือช้ากว่าปกติ ใจสั่น เต้นผิดจังหวะ ไม่สม่ำเสมอ หรือ หยุดเต้น ล้วนแต่ เกิดจากความผิดปกติในการนำไฟฟ้าหัวใจทั้งสิ้น บางครั้งการตรวจร่างกายตามปกติ รวมทั้ง การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมง ยังไม่สามารถให้รายละเอียดได้มากพอ แพทย์โรคหัวใจจะแนะนำ ให้ตรวจวิเคราะห์ระบบไฟฟ้าหัวใจโดยละเอียด

 

วิธีการตรวจ

 

แพทย์จะใส่สายสวนหัวใจขนาดเล็กเข้าไปยังตำแหน่งต่างๆภายในหัวใจ ผ่านทางหลอดเลือดดำที่ขาหนีบหรือที่ใต้ไหปลาร้า โดยอาจใช้สายสวนหลายสาย ร่วมกัน และใช้เครื่องเอกซ์เรย์ในการเลือกตำแหน่งที่ถูกต้อง ที่ปลายของแต่ละสายจะมีความ สามารถในการบันทึกไฟฟ้าที่เกิดขึ้นภายในหัวใจ ทำให้ทราบ ว่ามีไฟฟ้าลัดวงจรเกิดขึ้นในหัวใจหรือไม่ และยังสามารถปล่อย กระแสไฟฟ้าจำนวนน้อยๆไปกระตุ้นให้เกิดการเต้นผิดจังหวะที่เป็นอยู่ มาปรากฏต่อแพทย์ได้ หากพบว่ามีวงจรที่ผิดปกติ หรือ มีทางลัดเกิดขึ้นในหัวใจ แพทย์อาจใช้คลื่นวิทยุจี้ ทำลายวงจรที่ผิดปกติโดยผ่านทางสายดังกล่าวได้ ซึ่งนับเป็นการตรวจ วิเคราะห์และการรักษาการเต้นผิดจังหวะที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน

 

การรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดปกติด้วยคลื่นวิทยุ

 

เป็นการรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะแนวใหม่โดยใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง เข้าไปทำลายวงจรไฟฟ้าที่ผิดปกติภายในหัวใจ ซึ่งเชื่อว่า เป็นสาเหตุ ทำให้เกิดการเต้นผิดจังหวะของหัวใจได้ การรักษาโดยวิธีนี้ใชัหลักการเดียวกันกับการสวนหัวใจ และกำลังเป็นที่นิยม ได้รับการยอมรับว่าเป็นวิธี ที่ได้ผลสูงและปลอดภัย ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้แล้ว บางรายไม่ต้องรับประทานยารักษาอาการ หัวใจเต้นผิดจังหวะอีกเลยตลอดชีวิต

 

การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ

 

หัวใจเราทำงานบีบตัวได้เพราะมีกลุ่มเซลล์ที่สร้างกระแสไฟฟ้าเป็นจังหวะ 60 – 100 ครั้งต่อนาที และกระแสไฟฟ้าจะเดินทางไป ตามเซลล์ของกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้เกิดการบีบตัวเอาเลือดออกไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย หากเกิดความผิดปกติขึ้นที่กลุ่ม เซลล์เหล่านี้ หรือมีความผิดปกติของการส่งกระแสไฟฟ้า หัวใจ ของเราก็จะเต้นผิดปกติ คือ อาจจะเร็วขึ้นหรือช้าลงได้ โดยเฉพาะ คนที่อายุมากๆ หากมีอัตราการเต้นของหัวใจช้า เพียง 30 – 40 ครั้งต่อนาที หรือมีภาวะหัวใจ เต้นๆ หยุดๆ ซึ่งถ้าหยุดนานเกินกว่า 2.5 วินาที จะมีอาการวูบๆ หน้ามืด หรือ หมดสติได้ อาการเหล่านี้ จะตรวจพบได้ จากการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ จากการบันทึก คลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมง

 

นับเป็นความก้าวหน้าในวงการแพทย์อย่างยิ่งที่ในปัจจุบันนี้ สามารถคิดค้นวิธีการและเครื่องมือสำหรับการรักษาความผิดปกติของ หัวใจชนิดต่างๆได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึง ภาวะหัวใจเต้นช้าอย่างผิดปกติด้วย หากเกิดอาการดังกล่าว แพทย์จะแนะนำให้ ท่านได้รับการใส่ เครื่องกระตุ้นหัวใจชนิดถาวร หรือ ” Permanent Cardiac Pacemaker ”

 

เครื่องกระตุ้นหัวใจคืออะไร

 

เป็นเครื่องมือขนาดเล็กๆ กว้างยาวประมาณ 4 – 5 เซนติเมตร หนาประมาณ 1/2 เซนติเมตร ภายในจะประกอบด้วย

 

ส่วนรับรู้การเต้นของหัวใจ

ส่วนส่งพลังงานไฟฟ้าไปกระตุ้นหัวใจ เมื่อพบว่าหัวใจเต้นช้ากว่าความต้องการของร่างกาย

ส่วนแบตเตอรี่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักให้พลังงานได้ 5 – 10 ปี แล้วแต่ปริมาณการใช้งาน

Open post

ตรวจวินิจฉัยเพื่อรักษาโรคและความผิดปกติของหัวใจ

ศูนย์หัวใจที่ไหนดี

safeheartcenter มีคำตอบ

 

เราให้บริการตรวจวินิจฉัยอาการผิดปกติด้านหัวใจ และให้การรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีความซับซ้อน ด้วยความเชี่ยวชาญในการรักษาจากทีมแพทย์เฉพาะทางที่มากด้วยประสบการณ์ พร้อมอุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัย ในการตรวจวินิจฉัยและการรักษาโรคหัวใจที่ได้มาตรฐานสากล รวมไปถึงห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ ห้องปฏิบัติการผ่าตัดหัวใจ และหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจ (CCU) ที่พร้อมด้วยอุปกรณ์การแพทย์ครบครัน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ป่วย ในทัศนียภาพที่สวยงาม ร่มรื่น ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อการพักฟื้นในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย จึงมั่นใจได้ว่าผู้ป่วยจะได้รับการรักษาและการใส่ใจดูแลอย่างอบอุ่นเสมือนครอบครัวเดียวกันทั้งก่อนและหลังการรักษา

 

การบริการทางการแพทย์

ศูนย์หัวใจที่ไหนดี safeheartcenter ให้บริการตรวจวินิจฉัยเพื่อรักษาโรคและความผิดปกติของหัวใจทุกชนิด อาทิ

การตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจ ความผิดปกติของหัวใจ

การติดตามการทำงานของคลื่นหัวใจ

การตรวจหลอดเลือดหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

การตรวจหัวใจด้วยสนามแม่เหล็ก

การตรวจปฏิบัติการหัวใจ

การฟื้นฟูและส่งเสริมสมรรถภาพหัวใจ

การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงผ่านผนังหน้าอก

การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงผ่านทางหลอดอาหาร

การตรวจสมรรถภาพหัวใจโดยใช้โดบูตามีนกระตุ้น (กรณีผู้ป่วยไม่สามารถออกกำลังกายได้)

การตรวจสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ

การตรวจดูหลอดเลือดด้วยเครื่องวินิจฉัยสนามแม่เหล็ก

การบันทึกคลื่นหัวใจ 24-48 ชั่วโมง รวมถึงการเฝ้าระวังความผิดปกติ

การทดสอบระบบประสาทอัตโนมัติหัวใจด้วยเตียงปรับระดับ

การตรวจฉีดสารทึบรังสีสวนหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ

การฉีดสีตรวจหลอดเลือดคอที่ไปเลี้ยงสมอง

การฉีดสีตรวจหลอดเลือดเลี้ยงแขนขา

การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย

การตรวจทางสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ สำหรับผู้ป่วยหัวใจเต้นผิดจังหวะ

รวมถึงการรักษาด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง (Ablation)

เพราะฉนั้น เมื่อคุณนึกถึง ศูนย์หัวใจที่ไหนดี ให้นึกถึง safeheartcenter

 

ศูนย์โรคหัวใจ ที่ทันสมัยและมีมาตราฐาน และบริการที่ดีที่สุด

ทีมพยาบาลและบุคคลากรทางการแพทย์ที่มีประสบการณ์และความชำนาญในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจโดยเฉพาะ ซึ่งทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ประกอบกับประสิทธิภาพของอุปกรณ์เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยได้มาตรฐานสากลและห้องปฏิบัติการต่างๆ อาทิ การตรวจหลอดเลือดหัวใจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง หออภิบาลผู้ป่วยโรคหัวใจ ห้องปฏิบัติการสวนหัวใจและขยายหลอดเลือดหัวใจ ห้องผ่าตัด ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยโรคหัวใจ ตลอดจนระบบทางด่วนช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด (Chest Pain Pathway) และรถพยาบาลฉุกเฉินเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจ (Mobile CCU) ซึ่งติดตั้งอุปกรณ์การตรวจวินิจฉัยและช่วยชีวิตครบครัน

 

ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

อายุรแพทย์โรคหัวใจ

ศัลยแพทย์โรคหัวใจ

วิสัญญีแพทย์โรคหัวใจ

แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู

ความพร้อมในการบริการที่ครบวงจร โดย ให้บริการดังนี้

  1. บริการ NON INVASIVE

เป็นการตรวจสภาวะหัวใจโดยใช้เครื่องมือและอุปกรณ์สัมผัสภายนอกร่างกาย ซึ่งศูนย์หัวใจสามารถให้บริการด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีทันสมัย ดังนี้

 

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เพื่อวินิจฉัยโรคภาวะผิดปกติของหัวใจเบื้องต้น เช่น การเต้นของหัวใจผิดจังหวะภาวะหัวใจหยุดเต้นชั่วขณะ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว ขนาดและผนังหัวใจผิดปกติ เป็นต้น

การตรวจสมรรถภาพหัวใจด้วยการออกกำลังกาย ( EST) โดยการวิเคราะห์ข้อมูลจากอัตราชีพจร ระดับความดันโลหิต และการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่บันทึกตลอดเวลา ขณะที่ผู้ป่วยออกกำลังกาย โดยให้ผู้ป่วยเดินบนพื้นเลื่อนหรือสายพาน ซึ่งจะเพิ่มความเร็วและความชันของพื้นเลื่อนหรือสายพาน โดยผู้ป่วยจะต้องออกกำลังกายเพิ่มขึ้นไปตามมาตรฐานของการทดสอบ ข้อมูลที่ได้จะบอกให้ทราบถึงสมรรถภาพการทำงานของร่างกายและหลอดเลือด ความสามารถในการออกกำลังกายของแต่ละบุคคล เป็นต้น

การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiography, Echo)การประเมินการทำงานของหัวใจ ทำให้ทราบว่ากล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวดีหรือไม่ ทำให้ทราบพยาธิสภาพที่ลิ้นหัวใจ มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวหรือหัวใจโตหรือไม่

การบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมง (Dynamic Electrocardiography / DCG / Holter Monitor)เป็นการบันทึกสภาวะคลื่นไฟฟ้าหัวใจตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่หยุด เพื่อตรวจวินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และหาสาเหตุของอาการใจเต้นสั่น อาการวูบ

การตรวจระบบประสาทอัตโนมัติหัวใจด้วยเตียงปรับระดับ (Tilt Table Test) เป็นการตรวจหาสาเหตุความผิดปกติของอาการหน้ามืด เป็นลม วิงเวียนศีรษะ อาการวูบว่าเกิดจากระบบประสาทอัตโนมัติหัวใจหรือไม่

  1. บริการ INVASIVE PROCEDURES

เป็นการสวนหัวใจฉีดสี หรือใช้เครื่องมือ เพื่อการตรวจวินิจฉัย และให้การรักษาสภาวะหัวใจของผู้ป่วย ภายในห้องปฏิบัติการสวนหัวใจที่ทันสมัย ประกอบด้วย

 

การตรวจในห้องปฏิบัติการสวนหัวใจและขยายหลอดเลือด แผนกห้องสวนหัวใจ (Catheterization Unit) ให้การตรวจวินิจฉัยและรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือเกิดความผิดปกติของหลอดเลือด โดยทีมบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชื่ยวชาญ ประกอบด้วย อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและขดลวด (Interventional Cardiologist) พยาบาล เจ้าหน้าที่เทคนิคเชี่ยนและทีมสหสาขาวิชาชีพ ให้การดูแลทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคม ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ภายใต้การควบคุมคุณภาพการรักษาพยาบาลระดับสากลพร้อมให้บริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

การตรวจสวนหัวใจ (Cardiac Catheterization) และการฉีดสีตรวจหลอดเลือดหัวใจ เป็นการตรวจลักษณะ และสภาวะของหลอดเลือดหัวใจว่ามีการตีบตันที่ไหน มากน้อยเพียงใด รวมถึงการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ การบีบตัวของหัวใจ การตายของกล้ามเนื้อหัวใจ และการวัดความดันในห้องหัวใจที่ตำแหน่งต่าง ๆ เพื่อค้นหาสาเหตุของอาการต่าง ๆ ของโรคหัวใจโดยละเอียด

การขยายหลอดเลือดหัวใจตีบด้วยบัลลูน และการดามด้วยขดลวด (Percutaneous Transluminal Coronary Angioplasty หรือ PTCA & Stent) เป็นการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบัลลูน และ/หรือการใส่ขดลวดในผู้ป่วย ที่มีการตีบของหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery) โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าอก การรักษาด้วยวิธีนี้ต้องอาศัยความชำนาญ และประสบการณ์ของแพทย์พร้อมทีมงานที่เชี่ยวชาญอย่างสูง

การผ่าตัดหัวใจ และหลอดเลือด (CARDIOTHORACIC Surgeries)

การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (CABG : CCRONARY ARTERY BYPASS GRAFTING)

การผ่าตัดหัวใจโดยไม่ใช้ปอดและหัวใจเทียม (OFF-PUMP CABG)

การผ่าตัดโดยใช้หลอดเลือดแดง (ALL ARTERIAL CONDITS) และหลีกเลี่ยงการใช้หลอดเลือดดำที่ขา

การผ่าตัดที่มีแผลขนาดเล็ก และไม่มีแผลที่ขา (SMALL INCISION)

  1. หออภิบาลผู้ป่วยหนักโรคหัวใจและหอพักผู้ป่วยโรคหัวใจ (CARDIAC CARE UNIT/ CCU CARDIO WARD)
  2. ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ ( REHABILITATION CENTER)
  3. รถพยาบาลฉุกเฉินสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ (MOBILE CCU)
Open post

ขั้นตอนค้นหาสไตล์ + แฟชั่นที่ใช่กับเราจริงๆ

ต้องเข้าใจตัวเองก่อน เรียกว่า Style Discovery เป็นการค้นพบตัวเอง การที่จะแต่งตัวสวยได้ เราต้องดึงความสวยของเราออกมา การทำงานทั้งหมด ผู้หญิงที่ไม่ลุกขึ้นมาแต่งตัว เพราะไม่มั่นใจรูปร่าง บางคนมีเสื้อผ้าเยอะมาก แล้วไม่รู้ว่าจะใส่ยังไง บางครั้งเกดไปจัดตู้เสื้อผ้าให้ เจอคนที่ชอบพวก Wesrtern Art มีเสื้อผ้าดอกเหมยพิมพ์ลายโดลเช่ เขาไม่รู้ว่ากระโปรงลายดอกจะทำยังไงกับมันดี คอร์สสอนแต่งตัว ใช้เวลา 4 ชั่วโมง จัดเสื้อผ้าที่มีทั้งหมดออกมาได้ 60 กว่าชุด ผู้หญิงทุกคนมีของอยู่ในตู้ แต่ไม่เคยมองว่าเรามีอะไรบ้าง เราอาจจะไอดอล ดูดารามากเกินไป ทำให้เราไม่พอใจซักทีว่าเราไม่เก๋

 

ต้องรู้จักวัดตัวและรู้ไซส์ เกดจะใช้วิธีวัดตัว ให้ดูว่าส่วนใหญ่ใหญ่สุด แต่เกดจะเล่นกับชื่อรูปร่างแต่ละแบบให้ดูซอฟต์หน่อย เล่นกับรูปร่างว่าเป็นทรงนาฬิกาทราย เราไม่บอกว่าคุณแต่งตัวแบบนี้ไม่ได้ เกดว่าเปลี่ยนตรงนี้หน่อยดีกว่า เปิดด้วยบันทึก เขาจะค้นพบตัวเองมากขึ้นจากคำถาม กิจกรรม เขาจะรู้ว่าตัวเองเหมาะกับอะไร เข้ามาหาตัวเองมากขึ้น

 

คาแรกเตอร์ของแต่ละคน คนที่มาทำเวิร์คช้อปต้องเอาเสื้อผ้ามา ให้เอาตัวที่ใส่บ่อยสุด เราจะรู้ว่าสไตล์เป็นแบบนี้ บางคนหวานฟรุ้งฟริ้งมาก แบ๊วเลย เราจะค่อยๆ บอกว่าน้องเด่นเรื่องความหวาน แต่จะน่าสนใจขึ้นให้เพิ่มอะไรเข้าไป ชมในส่วนที่เขาต้องปรับแล้วใส่ข้อมูลเพิ่มเข้าไป เอาแอคเซอเซอรี่เหล็กเข้าไปมั้ย ใส่รองเท้านี้เข้าไปมั้ย

 

ลองมิกซ์แอนด์แมทช์เสื้อผ้าเพื่อน ในคลาสที่เคยจัดจะให้ทุกคนเปิดกว้าง เอาเสื้อผ้าตัวเองไปแมทช์กับของเพื่อน คนที่แต่งตัวไม่เป็น จะไม่กล้า วิธีนี้จะทำให้เรารู้ว่าตู้เสื้อผ้าของเราก็มิกซ์กับเสื้อผ้าคนอื่นได้ มีคนหนึ่งแต่งตัวเสื้อยืดกางเกงยีนส์ แมนมาก วันที่เขาโดนปรับใส่ลูกไม้ เขาสั่งซื้อลูกไม้ไปหมดเลย จากที่เขาไม่คิดจะลองและไม่เคยคิดจะจับ จากความเชื่อว่าเท่ต้องป็นอย่างนี้ ถ้าใส่ลูกไม้จะไม่เท่ แต่ลูกไม้สามารถเอามาผสมให้เท่ได้แน่นอน

 

แฟชั่นไม่มีอะไรถูกหรือผิด มีแค่สวยกับไม่สวย มันเป็นเรื่องของเซนส์ เราแต่งตัวออกจากบ้าน รู้สึกว่าไม่สวย คนอื่นก็คิดว่าไม่สวยนะ พวกกฎว่าลายชนลาย ใช้ไม่ได้อยู่แล้ว เป็นใครก็ไม่รู้กำหนดขึ้น ต้องรู้จักรูปร่าง ผิดที่เราใส่เสื้อผ้าไม่เหมาะกับรูปร่างของเรา มันพอดี ยาวเกิน สั้นเกิน

Open post

10 เทคนิคแต่งตัวให้ดูสูง แถมผอมเพรียว!

นับเป็นเรื่องน่าหนักใจของสาวตัวเล็กเลยทีเดียวค่ะ กับปัญหาการเลือก เสื้อผ้า ที่บางทีใส่แล้วก็ยิ่งดูตัวเล็ก ตัวสั้น กลายเป็นว่าเตี้ยม่อต้อยิ่งกว่าเดิม สาวตัวเล็กคนไหนกำลังเจอปัญหาแต่งตัวอย่างไรให้ดูดีแบบนี้ ฟังทางนี้ด่วนๆ เลยค่ะ เพราะเรามีเทคนิคการแต่งตัว 10 วิธีมิกซ์แอนด์แมทช์ เสื้อผ้า ให้ดูตัวสูงแบบง่ายๆ มาฝาก!

 

เปลี่ยนมาใส่กางเกงขาบาน

ใครที่อยากดูสูงขึ้น กางเกงรัดรูปเก็บเข้าตู้ไปก่อนค่ะสาวๆ ลองหันไปหยิบกางเกงทรงขาบานมาใส่ดูค่ะ เพราะกางเกงทรงนี้จะช่วยให้ขาช่วงล่างของสาวๆ ดูยาวขึ้น และถ้ายิ่งปลายขากางเกงยาวปิดข้อเท้าลงมาจนเสอกับหัวรองเท้าจะยิ่งดูสูงขึ้นไปอีก!

 

อย่าเพิ่งเมินกระโปรงแบบแมกซี่

หลายๆ คนอาจจะคิดว่า สาวตัวเล็ก ไม่ควรใส่กระโปรงยาวๆ เพราะจะยิ่งทำให้ดูเตี้ย ไม่เสมอไปค่ะ เพราะความจริงแล้วกระโปรงยาวหรือแมกซี่สเกิร์ตจะยิ่งทำให้ตัวของสาวๆ ดูสูงขึ้นต่างหาก

 

เลือกใส่ส้นสูงแบบเปิดหน้าเท้ามากๆ

แน่นอนค่ะว่า รองเท้าส้นสูงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้สาวๆ ดูสูงขึ้น แต่แนะนำให้เลือกส้นสูงแบบที่เปิดหน้าเท้าเยอะๆ มากกว่าปิดหุ้มหน้าเท้าทั้งหมดค่ะ เพราะนอกจากจะช่วยให้ดูสูงขึ้นแล้ว ยังช่วยให้สาวๆ ดูผอมลงอีกด้วยนะ!

 

ถ้าชอบใส่สั้น ก็สั้นให้สุด

ข้อนี้ ไม่ได้หมายความว่าให้สาวๆ เลือกใส่กระโปรงหรือกางเกงที่สั้นจุ๊ดจู๋จนเกินงามนะคะ แต่เราหมายถึง สาวๆ ควรหลีกเลี่ยงการใส่กระโปรงหรือกางเกงที่สั้นประมาณเข่า ควรเลือกใส่กระโปรงที่สั้นเหนือเข่าไปเลย อย่างมินิสเกิร์ต เพราะกระโปรงแบบนี้จะช่วยเผยเรียวขาของสาวๆ ได้มากขึ้น

 

ทำผมทรงมวยสูง

ผมทรง Bun หรือ ผมมวย ไม่ได้ช่วยให้เรารู้สึกคล้องตัวเท่านั้นนะคะสาวๆ แต่มันยังช่วยเพิ่มความสูงให้เราอีกด้วย! โดยแนะนำให้มวยสูงเข้าไว้

 

ใส่เสื้อผ้าสีเดียวกันทั้งตัว

การเลือกสีเสื้อผ้าก็เป็นเทคนิคหนึ่งในการเพิ่มความสูงค่ะ เพราะมันจะช่วยสร้างจุดสายตาแบบ vertical line ได้ดีเลยทีเดียว จะดำทั้งตัว หรือสีทั้งตัว ก็สูงได้ไม่แพ้กัน!

 

ไอเท็มเอวสูงต้องมี

เสื้อผ้าทั้งหลายที่เป็นเอวสูงไม่เพียงทำให้ช่วงเอวของเราดูผอมเพรียวเท่านั้นค่ะสาวๆ แต่มันยังทำให้ช่วงขาของเราดูยาวขึ้นอีกด้วย

 

ใส่รองเท้าหัวแหลม

ไม่มีใครที่สามารถใส่ส้นสูงได้ทุกวันและทั้งวันหรอกค่ะสาวๆ ดังนั้นรองเท้าที่จะมาทดแทนส้นสูงได้ดีที่สุดก็คือ รองเท้าส้นเตี้ยแบบหัวแหลมนี่ล่ะค่ะ เพราะรองเท้าแบบนี้จะช่วยนำสายตาเวลามอง ทำให้ขาของสาวๆ ดูยาวขึ้นไม่น้อยเลยล่ะค่า

 

ใส่ชุดลายทางที่เป็นแนวตั้ง

นี่เป็นทริคแต่งตัวเพิ่มความสูงยอดฮิตเลยก็ว่าได้ค่ะสาวๆ เพราะชุดลายทางแบบนี้จะช่วยให้ทั้งช่วงตัวและช่วงขาของสาวๆ ดูยาวขึ้น แบบที่ไม่ต้องใส่ส้นสูงเลยล่ะ!

 

ใส่เสื้อคอวี

เสื้อคอวี ไม่ว่าจะเป็นแขนสั้น แขนยาว หรือแขนกุด จะช่วยให้ช่วงคอของสาวๆ ดูยาวขึ้น ฉะนั้นจำไว้เลยค่ะว่า ไปช้อปปิ้งครั้งหน้าคว้าเสื้อคอวีมาใส่ด่วนๆ !

Open post

บุคลิกภาพผิดปกติ 10 แบบบุคลิกภาพ (personality)

เรียนการแต่งตัวที่ไหนดี

ก่อนที่จะเข้าคอร์สเรียนบุคลิกภาพ เรามาทำความรู้จักบุคลิกภาพผิดปกติ 10 แบบบุคลิกภาพ (personality) หมายถึง แบบแผนหรือลักษณะจำเพาะของแต่ละบุคคล โดยเป็นผลรวมของความรู้สึกนึกคิด การรับรู้ และพฤติกรรมการแสดงออกของบุคคลนั้น ที่เป็นไปในชีวิตประจำวันปกติ

 

Personality trait เป็นแบบแผนบุคลิกภาพของแต่ละบุคคล ซึ่งอาจเด่นออกมาในแต่ละด้านไม่เท่ากัน เป็นลักษณะปกติที่คนปกติจะมีได้ ไม่ต้องได้รับการรักษา แต่ถ้าหากเป็นรุนแรงมีความเบี่ยงเบนอย่างชัดเจน พฤติกรรมมีลักษณะ ไม่ยืดหยุ่น มีการปรับตัวไม่เหมาะสม ทำให้เกิดความบกพร่องในหน้าที่การงานหรือมีปัญหาด้านสัมพันธภาพกับผู้อื่น จะเรียกว่า Personality disorder ซึ่งเป็นความผิดปกติ

 

1. Paranoid personality มักแปลการกระทำของบุคคลอื่นว่า จงใจทำลายหรือข่มขู่ตน มีความคิดว่าตนเองกำลังถูกตักตวงผลประโยชน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอยู่เสมอ มักมีความระมัดระวังตัวอยู่เสมอ เนื่องจากมีความคิดว่าตนกำลังถูกปองร้าย บ่อยครั้งจะหมกมุ่นอยู่ในความคิดสงสัย ระแวงในเรื่องความซื่อสัตย์หรือความน่าเชื่อถือไว้วางใจของเพื่อนๆ หรือพวกพ้อง หรือมักจะรู้สึกหึงหวงอย่างผิดปกติ มักจะคิดโดยปราศจากหลักฐานว่าคนรักของตนกำลังนอกใจ บุคคลประเภทนี้นักจะตึงเครียด ไม่ผ่อนคลาย และคอยสอดส่องสิ่งแวดล้อม ไม่มีอารมณ์ขัน คำพูดก็ดูเหมือนมีจุดมุ่งหมายและเป็นเหตเป็นผลถึงแม้จะเป็นสิ่งที่ไม่เป็นความจริงก็ตาม ความคิดจะหนักไปทางการโยนความผิด การกล่าวโทษผู้อื่นอยู่เสมอ

2. Schizoid personality (ซคิซอยด์) บุคคลมีลักษณะเย็นชา ห่างเหินไม่ค่อยชอบเข้าสังคม ชอบอยู่เงียบๆคนเดียว ไม่ต้องการมีความรู้สึกผูกพันกับใคร สนใจงานที่ทำคนเดียว ไม่ต้องแข่งขันกับใคร มีความสนใจในกิจกรรมที่ไม่ต้องติดต่อกับผู้คน เช่นดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือบางคนสนิทกับสัตว์เลี้ยงมาก มักจะไม่สนใจที่จะมีความสัมพันธ์ทางเพศ มักเพ้อฝันสร้างจินตนาการของตนเอง ฉะนั้นแล้ว ส่วนใหญ่จะไม่ได้แต่งงาน

3. Schizotypal personality (ซคิโซไทปอล) มีความคิด พฤติกรรม และลักษณะท่าทางแปลกๆ ส่วนใหญ่จะเชื่ออำนาจวิเศษ โชคลาง ผีสาง เรื่องทางจิต หรือประสาทสัมผัสที่หก มักมีปัญหาในการติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่น เนื่องจากมีคำพูดที่แปลกๆ บางครั้งวกวน เลื่อนลอยในสาระ บางครั้งจะมีอารมณ์หรือพฤติกรรมที่ไม่สมเหตสมผล ดังนั้นจะปราศจากเพื่อนสนิทหรือเพื่อนคู่คิด

4. Antisocial personality หากคบหาผิวเผินจะไม่เห็นว่ามีความผิดปกติ และบางครั้งอาจดูดีมีเสน่ห์ได้ แต่ประวัติในวัยเด็กจะมีตั้งแต่โกหก หนีโรงเรียน หนีออกจากบ้าน ลักขโมย ชกต่อย ใช้สารเสพติด ทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผู้ป่วยจะมีพฤติกรรมที่หุนหันพลันแล่น ใจร้อน หงุดหงิด ก้าวร้าว ชอบเปลี่ยนคู่ครอง ทำร้ายร่างกายเด็ก ติดสุรา ที่สำคัญคือ “ปราศจากการสำนึกผิด” ไม่มีความวิตกกังวลหรือเสียใจในการกระทำของตน ไม่สนใจความรู้สึกของผู้อื่น พยายามหาเหตผลเข้าข้างตนเอง ขาดมโนธรรมที่ดี

5. Borderline personality จะมีอารมณ์ที่แปรปรวนอย่างมาก ความสัมพันธ์กับผู้อื่นที่ไม่มั่นคง มีความแปรผันอย่างสุดขอบ คือเมื่อต้องพึ่งพาบุคคลใกล้ชิดจะมีความรู้สึกว่าบุคคลนี้ดีมากๆ แต่หยกมีเรื่องไม่พอใจกับบุคคลเดียวกันนี้ก็จะรู้สึกโกรธ ไม่เห็นความดีของบุคคลเดิมอีกเลย ผู้ป่วยจะทนความเหงาหรืออยู่คนเดียวไม่ได้ กลัวการถูกทอดทิ้ง ดังนั้นจะสามารถสนิทสนมกับคนแปลกหน้าได้ในระยะเวลาอันสั้น นอกจากนี้ยังมีความแปรปรวนไม่แน่ใจในเอกลักษณ์ และความรู้สึกของตนเอง จึงรู้สึก ว่างเปล่า เบื่อหน่าย ซึมเศร้า พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน บางคนอาจรุนแรงถึงขั้นพยายามฆ่าตัวตาย หรือทำร้ายตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อเป็นการเรียกร้องความสนใจจากบุคคลอื่น หรือเป็นการแสดงความโกรธ

6. Histrionic personality มีพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจสูง โดยจะแสดงความคิดและความรู้สึกที่เกินความเป็นจริง ทำทุกสิ่งทุกอย่างให้มีความสำคัญมากกว่าที่เป็นอยู่ และแสดงความเสียใจอย่างมาก เมื่อรู้ว่าตนไม่ได้เป็นณี่ยอมรับ หรือเป็นที่น่าสนใจ บางคนอาจแสดงพฤติกรรมที่ยั่วยวน โดยเฉพาะเพศหญิง อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์กับผู้อื่นมักเป็นแบบผิวเผิน และมีความรู้สึกว่าต้องพึ่งพาบุคคลอื่น จึงเป็นสาเหตให้ถูกชักจูงได้ง่าย และไม่มีความมั่นใจในตนเอง จึงต้องการคำยืนยัน ความมั่นใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า

7. Narcissistic personality มักหลงตัวเองว่ามีความสำคัญอย่างมาก เป็นบุคคลพิเศษ จึงคาดหวังว่าจะต้องได้รับการตอบสนองดูแลเป็นอย่างดี ซึ่งจะทนต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ตนไม่ได้ ในทางตรงข้ามก็ต้องการคำยกย่องสรรเสริญ มักเพ้อฝันถึงความสำเร็จ ชื่อเสียง หรือความสวยงามของตน ความสัมพันธ์กับผู้อื่นจึงผิวเผิน ไม่รู้สึกเห็นอกเห็นใจ หรือไม่สนใจในความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่น ในบางครั้ั้งก็อาจแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวจากความสัมพันธ์กับผู้อื่น เช่น เอาเปรียบผู้อื่น เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ความมั่นใจในตนเองของผู้ป่วยมักเปราะบาง จึงทำให้เกิดอาการซึมเศร้าได้ง่าย

8. Avoidant personalty ไวต่อความรู้สึกถูกปฏิเสธ ถูกทอดทิ้งจากบุคคลอื่น ผู้ป่วยอยากเข้าสังคม อยากมีเพื่อน แต่ขี้อายด้วยเกรงว่าอาจจะถูกปฏิเสธ ไม่ยอมรับ ทำให้ขาดความมั่นใจในการติดต่อกับผู้อื่น จึงพยายามหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องพบปะกับบุคคลอื่นและสังคม ผู้ป่วยจะกลัวในการพูดต่อหน้าสาธารณชน และไม่กล้าที่จะขอร้องใคร เพราะกลัวที่จะถูกปฏิเสธ ในบางครั้งมักแปลความคิดเห็นของผู้อื่นไปในทางที่ผิดๆ เช่นคิดว่าตนเษงกำลังถูกหัวเราะเยาะ คนในกลุ่มนี้จะมีลักษณะขี้อาย และพยายามทำความพึงพอใจให้กับบุคคลอื่น มองตนเองในแง่ลบ คิดว่าตนไม่เก่ง มีบุคลิกที่ไม่ดึงดูดใจ หรือต่ำต้อย

9. Dependent personality มีพฤติกรรมที่ยึดถือพึ่งพา และยอมให้ผู้อื่นรับผิดชอบตัดสินใจในส่วนที่สำคัญๆของชีวิตตน ถ้าจำเป็นต้องตัดสินใจ จะต้องได้รับคำแนะนำและความมั่นใจจากผู้อื่นเป็นอย่างมาก พยายามหลีกเลี่ยงการเป็นผู้นำ และจำมีความสุขกับการเป็นผู้ตามมากกว่า ไม่กล้าที่จะแสดงความไม่เห็ฯด้วยกับผู้อื่นด้วยกลัวว่าจะไม่เป็นที่ยอมรับ และไม่กล้าในการเสนอโครงการหรือทำสิ่งใดๆด้วยตนเอง เนื่องจากขาดความมั่นใจในความสามารถ มากกว่าที่จะขาดแรงจูงใจหรือพละกลังในการกระทำ ผู้ป่วยจะมีความรู้สึกไม่สบายหรือสิ้นหวังเมื่อต้องอยู่คนเดียว กลัวการถูกทอดทิ้ง เพราะกลัวเกินจริงว่าไม่มีความสามารถที่จะดูแลตนเองได้ และจะพยายามหาความสัมพันธ์ใหม่ทันที เมื่อความสัมพันธ์เก่าสิ้นสุด

10. Obsessive – Compulsive personality ลักษณะสำคัญได้แก่ จะต้องทำทุกอย่างให้เรียบร้อย และไม่ยืดหยุ่น โดยจะยึดกับกฏระเบียบเล็กๆน้อยๆ หรือรายละเอียดต่างๆ จนทำให้มองข้ามจุดสำคัญๆ ของกิจกรรมนั้นไป ผู้ป่วยจะมีปัญหาด้านมนุษยสัมพันธ์ เนื่องจากไม่ยอมประนีประนอม และยืนกรานให้ผู้อื่นทำตามความต้องการของตน แต่จะอุทิศเวลาให้กับงานอย่างมากมาย จนลืมนึกถึงการพักผ่อนและความสัมพันธ์กับเพื่อนฝูง นอกจากนี้ยังมีมโนธรรมสูง ตั้งตนอยู่ในศีลธรรม โดยขาดความยืดหยุ่นกับเรื่องศีลธรรม จรรยาบรรณ และค่านิยม บางคนไม่ยอมทิ้งของที่เก่าเสีย ใช้การไม่ได้ และมีการใช้จ่ายอย่างตระหนี่ โดยถือว่าเงินตราจะต้องเก็บไว้เพื่ออนาคตที่อาจเกิดความยากลำบาก และจะมีความวิตกกังวลสูงหากมีอะไรมาทำให้กิจวัตรของตนเปลี่ยนไป

ฝ้าหลุม คืออะไร สามารถตกแต่งฝ้าอย่างไรได้บ้าง

ช่างฝ้าเชียงใหม่จะมาแนะนำ ฝ้าหลุม คืออะไร สามารถตกแต่งฝ้าอย่างไรได้บ้าง

ฝ้าหลุม คือ ฝ้าฉาบเรียบ ที่มีการเล่นระดับให้แตกต่างกัน  โดยจะมีฝ้าระดับนึงที่สูงขึ้นมามากกว่าระดับของพื้นถึงฝ้าโดยปกติของห้อง  ทำให้ฝ้ามีลักษณะเป็นช่องลึกเข้าไป หรือดูคล้ายเป็นหลุมลึกเข้าไป จึงเรียกกันทั่วไปว่า “ฝ้าหลุม” โดยสามารถทำเป็นหลุมที่ความลึกเท่าไรก็ได้ ตราบใดที่ระยะนั้นไม่ไปชนกับโครงสร้างหลังคา  หรือจะทำให้หลุมเป็นรูปร่างใดก็ได้ทั้งวงกลม วงรี ห้าเหลี่ยม สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยมตามแต่ที่ต้องการ   การทำฝ้าหลุมมีวิธีการติดตั้งเหมือนกับฝ้าฉาบเรียบทุกขั้นตอน  เพียงแต่ในระหว่างการติดตั้งโครงคร่าวเหล็กชุบสังกะสีซีลายน์สำหรับเป็นโครงยึดแผ่นยิปซัม หรือแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์นั้น จะมีการติดตั้งโครงที่เล่นระดับความสูงจากพื้นแตกต่างกัน  ตามที่แบบกำหนดว่าให้หลุมของฝ้ามีความลึกเท่าไร

 

การทำฝ้าหลุมช่างฝ้าเชียงใหม่มีจุดประสงค์ทั้งเพื่อการตกแต่งสวยงาม  ซึ่งมักจะมีการใช้ลูกเล่นของแสงไฟเข้ามาร่วมตกแต่งด้วย หรือที่นิยมเรียกกันว่า “ไฟหลืบ” หรือ “ไฟซ่อน” รวมถึงมีการทาสี หรือใช้คิ้วบัว ไม้มอบ ลายปูนปั้นสำเร็จรูปมาตกแต่งเพิ่มเติมด้วย  หรือทำเพื่อการติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ เช่น  รางม่าน  โคมไฟระย้า เครื่องปรับอากาศ  กล้องวงจรปิด  เครื่องตรวจจับควัน เป็นต้น เนื่องจากถ้าติดตั้งในระยะความสูงของฝ้าปกติ  อาจจะมีระดับที่เตี้ยเกินไปไม่เหมาะกับการใช้งาน  และบางส่วนของอุปกรณ์นั้นอาจจะรบกวนสายตา หรือเป็นอันตรายต่อคนที่อยู่ในห้องได้  เช่น  หากต้องการติดตั้งพัดลมเพดานในห้องนั่งเล่นที่มีฝ้าสูงจากพื้น 2.20 เมตร  อาจจะทำฝ้าหลุมให้สูงจากพื้นประมาณ 2.60 เพื่อให้พัดลมไม่อยู่เตี้ยเกินไป ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายตอนที่เราเผลอเหยียดแขน หรือถือของสูงๆเข้ามาในห้อง เป็นต้น

Open post

ช่องเปิดฝ้าเพดานเอาไว้ทำอะไร? มีประโยชน์อย่างไร? และติดตั้งอย่างไร?

ช่างฝ้าเชียงใหม่จะบอกว่าประโยชน์ของมันก็คือ เอาไว้สำหรับเปิดเพื่อขึ้นไปหรือเข้าไปข้างในฝ้าเพดานชั้นบนหรือเข้าไปใต้หลังคาบ้านนั่นล่ะครับ แล้วจะเข้าไปทำอะไรล่ะ? อ้าว…ก็เข้าไปเพื่อดูแลหรือซ่อมแซมอุปกรณ์หรือระบบต่างๆที่อยู่ภายในฝ้าหรือใต้หลังคาไงครับ

 

แล้วอะไรล่ะอยู่ในฝ้าเพดาน?

 

ก็พวกสายไฟ,สายโทรศัพท์,สายเคเบิล,ท่อแอร์และระบบไฟแอร์ ฯล ระบบอะไรต่อมิอะไรที่ติดตั้งอยู่บนฝ้าฯนั่นล่ะครับ

 

แล้วเมื่อไหร่ล่ะที่จำเป็นจะต้องเปิดเข้าไป?

 

จะลองยกตัวอย่างให้ดูนะครับ แต่อาจจะกล่าวถึงไม่หมดก็เอาคร่าวๆนะครับ

  1. ก็เมื่อหลังคาบ้านรั่วไงครับ ช่างฯก็ต้องเปิดช่องฝ้าหรือช่องเซอร์วิสที่ว่านี้ เพื่อเข้าไปดูว่าเกิดการรั่วที่จุดไหน
  2. ระบบไฟฟ้าภายในบ้านขัดข้อง ก็ต้องเข้าไปตรวจเช็คดูสายไฟหรืออุปกรณ์ต่างๆเพื่อหาสาเหตุ
  3. งานเดินท่อแอร์และระบบไฟฟ้าแอร์

ฯลฯ

 

เห็นหรือยังครับว่าช่องเปิดฝ้าเพดานหรือช่องเซอร์วิสนี้ เอาไว้ทำอะไรและมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

 

แล้วควรจะติดตั้งตรงไหนดีสำหรับเจ้าช่องเปิดหรือช่องเซอร์วิสฝ้าฝ้าเพดานที่ว่านี้?

 

– ส่วนใหญ่จะติดตั้งกับฝ้ายิปซั่มฉาบเรียบและอยู่บริเวณชั้นบนของบ้าน บริเวณที่ติดตั้งส่วนใหญ่จะติดตั้งในห้องน้ำ ถามว่าทำไมถึงต้องติดตั้งในห้องน้ำ ก็มันจะสะดวกกว่าและได้รับผลกระทบน้อยกว่าการติดตั้งในห้องนอนไงครับ ลองนึกดูว่าถ้าติดตั้งในห้องนอนเวลาช่างฯมาซ่อมแซมบ้านหรือติดตั้งอะไรที่ต้องปีนขึ้นไปบนฝ้าก็ต้องมาเปิดช่องฝ้าในห้องนอนของท่านแล้วปีนขึ้นปีนลงอีหลุกขลุกขลักในห้องนอนของท่าน เผลอๆทำข้าวของเสียหายอีก ลากบันไดไปโดนพรมท่านขาดอะไรประมาณนี้ อย่างนี้เขาเรียก”งานเข้า”ไงครับ จ้างมาซ่อมแอร์ แล้วต้องซ่อมพรมเพิ่มอีก(เคยมั้ยครับแบบนี้)

 

สรุปคือ การติดตั้งในขั้นตอนของการสร้างบ้านหรือจะติดตั้งในภายหลังก็ควรเอาไว้ในห้องน้ำจะสะดวกกว่า เพราะถ้ามีเหตุจะต้องเปิดขึ้นไปผลกระทบก็จะน้อยกว่า

 

ก็ไม่ต้องซีเรียสนะครับกับเจ้าช่องเปิดฝ้าเพดานที่ว่านี้มีก็ดีไม่มีก็ไม่ถึงกับเสียหายครับ ถ้าไม่มีก็เจาะฝ้าขึ้นไปได้ครับเสร็จแล้วก็ซ่อมปิดกลับคืนได้ มันซ่อมง่ายอยู่แล้วสำหรับฝ้าฉาบเรียบ แต่ช่างฝ้าเชียงใหม่แนะนำว่าถ้ามีมันก็จะสะดวกกว่าไม่ต้องมาเจาะฝ้าซ่อมฝ้าอยู่บ่อยๆ เวลามีปัญหาทีเจาะทีอย่างนี้เสียเวลาและเสียค่าซ่อมหลายครั้ง

Open post

3 เหตุผลที่ไม่ควรปล่อยให้ผู้ชายต้องเป็นสายเปย์

ผู้หญิงจำนวนหนึ่งชอบผู้ชายสายเปย์ก็จริง แต่ก็มีอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ชอบให้ฝ่ายชายมาจ่ายให้หมดกับทุกสิ่งในชีวิต แม้ว่าเวลาเป็นแฟนกันแล้ว ส่วนใหญ่แล้วผู้ชายจะเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่ายให้ฝ่ายหญิงทั้งหมด ทั้งค่าแท๊กซี่ กินข้าว ดูหนัง ฟังเพลง หรือ แม้กระทั่งเลยเถิดไปถึงค่าคอนโดของฝ่ายหญิง ซึ่งเรื่องแบบนี้หลายคนมองว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะทำกันมานานแล้ว แถมบางคนยังคิดว่า มันเป็นหน้าที่ของผู้ชายเสียด้วยซ้ำ

 

แต่ในศตวรรษที่ 21 แม้ผู้ชายยังคงต้องเดินในทางสายเปย์เหมือนเช่นในอดีต หากมีคำแนะนำจากนักจิตวิทยาระบุว่า หากจะคิดรักษาความสัมพันธ์กันให้ยืนยาว การจัดสรร หรือ ทำข้อตกลงกันระหว่างชายหญิงเพื่อไม่ให้ได้เปรียบเสียเปรียบกัน จะช่วยให้ความสัมพันธ์ยืนยาวยิ่งขึ้น ไม่ใช่แต่งงานกันไปแล้วปรากฏว่าเมื่อเลิกรากัน ฝ่ายชายต้องออกมาบอกว่า เพราะรับภาระของทางบ้านฝ่ายหญิงไม่ไหวแล้ว หรือ ฝ่ายหญิงเองก็ไม่คิดจะช่วยตัวเองเลยหวังจะพึ่งเงินของผู้ชายตลอด

 

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วเรามาหาทางสายกลาง และ ทำความเข้าใจกันดีกว่าว่า เหตุผลที่ดีสามข้อที่ผู้หญิงไม่ควรจะปล่อยให้ผู้ชายเป็นฝ่ายจ่ายตลอดเวลานั้นเพราะอะไร

 

ไม่ยุติธรรมเลยถ้าปล่อยให้ “เขา” ต้องจ่ายอยู่ฝ่ายเดียว

บนพื้นฐานความสัมพันธ์ในชีวิตคู่นั้น การสร้างความสัมพันธ์ควรเริ่มต้นที่ต่างฝ่ายต่างแบ่งปันและให้ความเท่าเทียมกันในทุกสิ่ง ไม่ใช่เป็นความสัมพันธ์ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเป็นผู้ทุ่มให้ตลอดเวลา ทั้งสองฝ่ายควรจะแบ่งปันกันออกค่าใช้จ่าย แม้กระทั่งการเลือกที่จะใช้วันหยุดร่วมกัน ที่ต่างฝ่ายไม่ต้องฝืนใจ

 

อันที่จริงแล้ว ถ้าฝ่ายชายต้องการจะสร้างความประทับใจให้กับฝ่ายหญิงในการพบกันครั้งแรก ก็เป็นเรื่องที่ไม่มีปัญหาอะไร แต่อย่าปล่อยให้กลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติในทุกครั้งที่นัดพบกัน เพราะเมื่อสร้างความสัมพันธ์ไปแล้ว ทั้งสองฝ่ายอาจไม่รู้ว่าคู่ของตนเองนั้นอึดอัดใจหรือไม่ หรือ มีเงินที่มาคอยเลี้ยงตลอดเวลาได้แค่ไหน

 

ในความเป็นจริงแล้วเมื่อเริ่มคบกันไปสักระยะ ลองพูดคุยกันแบบผู้ใหญ่ว่าฝ่ายชายจะเป็นผู้จ่ายค่าอะไรให้บ้าง และ ฝ่ายหญิงจะช่วยแชร์ ค่าอะไรบ้าง แบบนี้จะช่วยให้ต่างฝ่ายต่างไม่อึดอัดใจ และพอใจที่จะได้แบ่งปันหรือดูแลกันและกันไม่ให้ลำบากเกินไป

 

วิธีคิดว่าผู้ชายคือเจ้าของผู้หญิงเก่าไปแล้ว

ในอดีตนั้น การดำเนินชีวิตของผู้คนไม่เหมือนในปัจจุบัน ผู้หญิงไม่ได้มีอิสระมากนักทั้งในเรื่องการศึกษา หรือ การทำงาน แต่โลกปัจจุบันทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว ผู้หญิงทำงานได้ทัดเทียมกับผู้ชาย และความคิดที่ว่าเมื่อเป็นคู่ชีวิตกัน ผู้ชายจะเป็นเจ้าของผู้หญิงนั้น เรียกว่าเป็นความคิดในยุคเก่าไปแล้ว เพราะปัจจุบันสังคมที่ผู้ชาย เป็นฝ่ายหาเลี้ยงผู้หญิงมีหน้าที่ทำหน้าที่แม่บ้านนั้น เหลือน้อยเต็มที

 

ปัจจุบันผู้หญิงมีที่ยืนในสังคมมากขึ้น หากเราจะปล่อยให้วิธีคิดแบบเก่าครอบงำต่อไป คงไม่ใช่เรื่องดี ไม่ว่าจะเป็นวิธีคิดที่ว่าการปล่อยให้ฝ่ายชายจ่าย และ เออออไปกับทุกสิ่งที่เขาทำ วิธีคิดแบบนั้นจะทำให้ผู้หญิงกลายเป็นฝ่ายถูกเลือก และ ผู้ชายก็จะมีสถานะเป็นเจ้าของเช่นเดิม ซึ่งมันไม่สอดคล้องกับสังคมในปัจจุบันสุดท้ายแล้วเมื่อต่างฝ่ายต่างอึดอัด และสายเกินไปที่จะพูดคุยสุดท้ายเรื่องเงินก็จะกลายเป็นส่วนที่บั่นทอน และทำให้ ชีวิตคู่พังลงได้

 

ถึงจะสายเปย์ แต่ก็ใช่ว่าจะเปย์ให้ได้ตลอดชีวิต

คนเราเวลาตกหลุมรักกันใหม่ๆ อะไรก็ดีไปหมด แต่พอเวลาผ่านไปนานวันเข้าทั้งสองฝ่ายจะเห็นข้อดีและข้อเสียของกันและกันมากขึ้น ยิ่งเมื่อได้แต่งงานและใช้ชีวิตคู่ร่วมกันจะยิ่งชัดเจนที่สุด และเปราะบางมากที่สุดเพราะต่างคนต่างก็ไม่เหลือความเกรงใจซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อดีข้อเสีย ต่างก็จะมาถมใส่กันหมดด้วยอารมณ์ และยิ่งมีข้อเสียมากเท่าไร ความรู้สึกแย่ๆก็จะไม่ถูกเก็บเอาไว้ ต่างก็จะระเบิดออกมา

 

ความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดควรเริ่มต้นรู้จักตัวตนของแต่ละคนให้ได้เร็วที่สุด และต้องทำข้อตกลงที่ไม่ให้ใครได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะเมื่อวันหนึ่งที่ตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายจะไม่มีอะไรติดค้างอยู่ในใจ และรู้ว่าเป็นข้อตกลงร่วมกันที่ยอมรับกันแต่แรกแล้ว ดังเช่นเรื่องการปล่อยให้ฝ่ายชายจ่ายเป็นฝ่ายเดียว นานวันเข้าเมื่อใช้ชีวิตร่วมกันแล้วฝ่ายชายต้องจ่ายในทุกบิลและทุกค่าใช้จ่ายในบ้าน ก็จะทำให้เกิดอาการกินใจกันทีละน้อย หากฝ่ายหญิงมีงานทำและมีเงินเดือนแต่ไม่ได้ร่วมจ่ายอะไรเลย หรือแม้แต่ฝ่ายหญิงส่งเสียให้กับครอบครัวตนเองเพียงอย่างเดียว โดยปล่อยให้เรื่องค่าใช้จ่ายในบ้านและของตนเองเป็นของผู้ชาย ซึ่งเรื่องราวแบบนี้ มีให้เห็นได้ตามเรื่องเล่าบนโลกออนไลน์

 

ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือการตกลงที่เท่าเทียม ไม่มีใครไดเปรียบเสียเปรียบใครจะดีที่สุด เพราะต่อให้ฝ่ายชายกระเป๋าหนักแค่ไหน แต่ถ้าต้องมาจ่ายให้กับผู้หญิง แบบหมดหน้าตัก พวกเขาก็คงต้องเลือกเช่นเดียวกัน

Open post

เปิดทริค!! แต่งหน้าไปผับยังไง ให้ได้ผู้!!

ฮัลโหลลลลล!! เห็นแค่หัวข้อก็รีบกดเข้ามาอ่านกันเลยล่ะสิ! ใช่แล้วค่ะสาวๆวันนี้ มีทริคการแต่งหน้าไปผับยังไง ให้ได้ผู้!! มาฝากกัน..สาวๆหลายคนอาจจะสงสัยว่า แค่แต่งหน้าไปผับแค่นี้ต้องสอนด้วยเหรอ!! ขอบอกเลยว่าต้องสอนด่วนๆ เพราะ มีหลายคนเลยนะที่แต่งหน้าไปผับทีไร โป๊ะตลอด..แต่งเยอะจนเมคอัพหนาเกินบ้าง หน้าลอย หน้าเทาบ้าง รับรองถ้ายังแต่งหน้าแบบนั้นไปผับไม่ได้ผู้แน่นอนค่ะ!!

 

ซึ่งทริคการแต่งหน้าที่เรานำมาฝากสาวๆกันนี้สามารถแต่งตามได้แบบง่ายๆเลยนะคะ..สาวๆอยากรู้กันแล้วใช่ไหมล่ะว่า ทริคแต่งหน้าไปผับแบบสวยๆ ให้ได้ผู้ นั้นจะแต่งอย่างไร ถ้าอย่างนั้นเรามาดูไปพร้อมกันเลยดีกว่าค่าาา…

 

ทริคที่หนึ่ง : ผิวหน้าต้องเป๊ะ!

นอกจากผิวขาวแล้ว ผิวหน้าถือว่ามีความสำคัญมากๆเลยนะคะ ถ่ายรูปออกมาแล้วจะหน้าลอย เทา เป็นคราบ หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับส่วนนี้เป็นหลักนี้แหละค่ะ!

 

ขั้นแรก : ต้องบำรุงผิวหน้าก่อนการแต่งหน้าเสมอนะ แม้ว่าจะแต่งหน้าตอนกลางคืนก็ตาม เพราะถ้าผิวหน้าเราแห้ง ก็จะทำให้แป้ง หรือ รองพื้นแห้งลอก เป็นคราบ ไม่เรียบเนียนได้ค่ะ ดังนั้นสาวๆจึงต้องทาครีมบำรุง หรือ มอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อเพื่มความชุ่มชื่นให้ผิวหน้าก่อนนะ!

 

ขั้นที่สอง : มาถึงขั้นตอนการลงรองพื้นกันบ้าง ขั้นตอนนี้นี่แหละที่สาวๆหลายคนพลาดกันเยอะมาก เพราะเลือกสีรองพื้นผิดเบอร์ หน้าจึงลอย วอก เทานั่นเอง! ดังนั้นสาวๆต้องเลือกรองพื้นสีที่พอดีกับสีผิว เมื่อถ่ายรูปที่ต้องเจอแสงแฟลชหน้าจะได้ไม่ลอยยังไงล่ะคะ! แต่ถ้าสาวๆคนไหนคิดว่าการลงรองพื้นเป็นเรื่องยุ่งยาก แถมยังหนักหน้า ไม่สบายผิวอีกล่ะก็..เราขอแนะนำให้สาวๆใช้แป้งพัฟผสมรองพื้น อย่างแป้งพัฟ BUTTERFLY MIRACLE TWO WAY POWDER SPF20 PA++ หรือ แป้งผีเสื้อ นี้เลยค่ะ!!

 

เพราะปกปิดดีมากกกก หน้าเนียนสวยแบบไม่ต้องใช้รองพื้นเลย แถมยังมีสีให้เลือกถึง 3 สี ซึ่งเป็นสีที่เข้ากับผิวสาวไทยสุดๆไปเลยอีกด้วย รับรองเลยว่าไม่ทำให้หน้าวอก หน้าเทาแน่นอน โดยแป้งผีเสื้อมีสี เบอร์ 1 สำหรับสาวผิวขาวอมชมพู ทาแล้วหน้าสวยแบบมีออร่า เบอร์ 2 สำหรับสาวผิวขาวเหลือง ช่วยปรับผิวให้เนียนผ่องขึ้นมาก และสีเบอร์ 3 เอาใจสาวผิวสองสี ทาแล้วหน้าไม่เทา แถมยังช่วยให้หน้าเนียนสวยขึ้นมากอีกด้วย

 

ทริคที่สอง : สีแรงๆไม่ได้ดูแพงเสมอไป!

สาวๆอาจจะคิดว่าเราต้องลงสีตา แก้ม ปาก คิ้ว แบบแน่นๆ ถึงจะดูสวย ขอบอกว่าคิดผิดค่ะ! เพราะถ้าลงสีแรงๆหนักๆทั้งใบหน้า จะทำให้ตีกันไปหมด จากสวยจะกลายเป็นพังได้นะคะ ดังนั้น เราขอแนะนำให้สาวๆเลือกแต่งส่วนใดส่วนหนึ่งให้เด่นออกมาจะดีกว่า อย่างเช่น ถ้าปากแรงแล้ว ตากับแก้มก็ควรอ่อนกว่านะ! ส่วนเรื่องการเลือกสี ก็ต้องเป็นไปตามชุดที่เราใส่ในวันนั้นจะดูสวยขึ้นค่ะ!

 

ทริคที่สาม : อย่าคอนทัวร์จนหน้าไหม้!

สาวๆหลายคนกลัวว่าหน้าจะบาน อยากหน้าดูเรียวเล็ก ถ่ายรูปออกมาจะได้สวยๆ เลยเลือกที่จะคอนทัวร์ เฉดดิ้งใบหน้าหนักมาก จนบางครั้งจากที่ใบหน้าจะดูเรียวแบบมีมิติ ดันกลายเป็นไหม้ หน้าดำได้นะคะ ดังนั้น สาวๆควรจะคอนทัวร์ เฉดดิ้ง และ ไฮไลท์ใบหน้าแบบพอดีๆจะดีกว่าค่าาา

 

เห็นไหมว่าแต่ละทริคการแต่งหน้านั้นง่ายมาก! เพียงแค่สาวๆแต่งหน้าให้ถูกวิธี เลือกสีแป้งให้เข้าตัวเอง แค่นี้ก็สวยเป๊ะปัง แต่งหน้าไปผับเมื่อไหร่รับรองได้ผู้กลับมาแน่นอน!!

Posts navigation

1 2 3 44 45 46 47 48 49