Open post

‘ครีมหน้าขาว’ ฮิตที่สุดของวัยรุ่นหน้าขาวใสปิ๊งปี 2018 !

15 ‘ครีมหน้าขาว’ ฮิตที่สุดของวัยรุ่นหน้าขาวใสปิ๊งปี 2018 !

ครีมหน้าขาว ว่าด้วยวิธีทำให้ผิวขาวเรื่องของความสวยความงามแล้ว หนุ่มๆสาวๆ วัยรุ่น วัยทำงาน อย่างเรา ล้วนแล้วแต่อยากจะมีผิวพรรณที่ขาวสดใสกันทั่วเรือนร่างตั้งแต่ผิวขา ผิวแขน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผิวหน้า” เนื่องจากในส่วนของใบหน้าเป็นส่วนแรกที่สามารถสร้างความประทับใจแก่ผู้ที่พบเห็นได้ทันที

 

ดังนั้นแล้วการมีผิวหน้าเนียน ขาวใสเปล่งปลั่ง ทำให้ดูดีมีออร่า ย่อมสร้างความประทับใจแก่คนที่พบเห็นเรา และยังมีส่วนทำให้สาว ๆ อย่างเรา เกิดความมั่นใจในตัวเองขึ้นเข้าไปอีกด้วย!

 

แล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อให้ใบหน้าขาวใสกันล่ะ? ไม่ยากเลย ^^ สำหรับก่อนอื่นเราต้องเรียนรู้ที่จะทำการบำรุงผิวหน้าของเราให้ดีขึ้นกันก่อน แล้วเราก็ได้รวบรวมสุดยอดครีมบํารุงผิวหน้าตัวท็อปของปี 2018 มาไว้ให้เพื่อน ๆ ได้เลือกใช้กันที่นี่แล้ว ว่าแต่จะมีตัวไหนกันบ้าง เราไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

 

ครีมบำรุงผิวหน้าแบบ Sleeping Mask ที่ช่วยให้ผิวหน้าขาวใสได้ดีตัวหนึ่งในตลาด ด้วยสารสกัดของ Alpha Arbutin ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการช่วยให้ผิวขาวใสอย่างได้ผล นอกจากนั้นยังช่วยให้ผิวหน้านุ่ม ชุ่มชื่น แต่งหน้าติดง่ายระหว่างวันแม้คนนอนดึก หรือ ผิวหน้าโทรม

 

สำหรับสาวๆที่ผิวแห้ง หรือ มันจนเกินไปก็ช่วยปรับสภาพผิวให้สมดุลย์ การใช้ครีมจะใช้เป็นแบบ วันเว้นวัน หรือ อาทิตย์ละ 3 ครั้งเท่านั้น ถือว่าประหยัดและใช้ได้นานทีเดียว . . .  ถือว่าเป็นครีมหน้าขาวอีกแบรนด์ที่เป็นที่นิยมมาเป็นเวลานาน และยังได้รับความนิยมในปัจจุบัน ส่วนราคานั้นอยู่ที่ 950 บาท ต่อ 1 กระปุก

 

ครีมบำรุงผิวหน้าของแบรนด์ลอรีอัลที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเลเซอร์ มีส่วนผสมจากกลุ่มสารสกัดของ pro-vanishtm สามารถช่วยบำรุงผิวพรรณของสาว ๆ ให้ขาวกระจ่างใส เผยออร่าขจัดความหมองคล้ำโดยช่วยระดับเม็ดสีผิว สามารถช่วยลดเลือนจุดด่างดำ และยังปรับสีผิวให้แลดูขาวเนียนใสขึ้น

 

ส่วนของเนื้อครีมไม่เป็นคราบขาว แม้มีส่วนผสมของสารกันแดด เป็นครีมทาหน้าที่เหมาะกับสาว ๆ ที่มีผิวแห้ง เพราะนอกจากจะเป็นครีมประเภท whitening cream แล้ว ยังสามารถช่วยบำรุงผิวให้มีความนุ่มลื่นชุ่มชื้น ไม่ทำให้ผิวแห้งอีกด้วย ราคาประมาณ 499 บาท สามารถใช้คู่กับครีมประเภท night cream ได้ค่ะ

 

ครีมแบบ Day Cream SPF15 ของ Pond’s Age Miracle Cell ReGEN มีความขึ้นชื่อในเรื่องของความช่วยลดริ้วรอยแห่งวัยและยังมีส่วนบำรุงให้ใบหน้าขาวกระจ่างใสให้มากขึ้น ด้วยการการันตีจากสาว ๆ หลาย ๆ คน ที่มักบอกว่าครีมตัวนี้มีกลิ่นหอมและไม่มีความเหนียวเหนอะหนะ

 

สามารถช่วยลดริ้วรอยแห่งวัยให้สาว ๆ อย่างได้ผล แถมยังช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดได้อีกด้วย ราคาเพียง 449 บาทเท่านั้น อ๊ะ ๆ แอบบอกนิดนึง ครีมทาหน้าตัวนี้มี night cream สำหรับบำรุงให้ผิวชุ่มชื้นให้กับสาว ๆ ในตอนกลางคืนด้วยนะ!

 

 

Open post

วิธีดูแลผิวหน้าให้สวยใส ทำง่าย.. ไม่ต้องจ่ายแพง !

อยากมีผิวหน้าสวยใสในราคาประหยัดงบ ไม่ต้องเข้าคอร์สความงามให้สิ้นเปลือง เพียงสาวๆ ทำตามนี้ รับประกันค่ะว่าคุณจะมีผิวหน้าสวยใสแน่นอน

 

1.ล้างหน้าให้สะอาดหมดจด

ก่อนล้มตัวลงนอนทุกครั้ง สาวๆ ต้องล้างหน้าให้สะอาดอยู่เสมอ โดยเฉพาะสาวคนไหนที่แต่งหน้า ต้องเช็ดเครื่องสำอางออกเสียก่อนแล้วล้างหน้าตามขั้นตอนปกติอย่างถูกต้อง และควรล้างหน้าให้สะอาดเช้าเย็น เพียงเท่านี้ก็จะช่วยกำจัดสิ่งสกปรกไม่ให้อุดตันรูขุมขน อันเป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้แล้ว

 

2.เลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะสมกับผิว

ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าในปัจจุบันมีให้เลือกใช้มากมายหลายยี่ห้อ แนะนำให้สาวๆ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะสมกับสภาพผิว ไม่ว่าจะเป็นเจล ครีม สบู่หรือโฟมล้างหน้า สำหรับสาวผิวแห้ง ควรเลือกสูตรที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและอ่อนโยนต่อผิว

 

3.ซับผิวหน้าอย่างเบามือ

หลังจากล้างหน้าเสร็จแล้ว หลายคนอาจจะเผลอหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดถูผิวหน้าอย่างรุนแรง แต่แบบนี้จะเป็นการทำลายผิวให้เกิดการเสียดสีและมีริ้วรอยง่ายขึ้น แนะนำให้ซับหน้าด้วยผ้าขนหนูนุ่มๆ อย่างเบามือจะดีที่สุด และควรหมั่นเปลี่ยนผ้าขนหนูผืนใหม่ทุกสัปดาห์ เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกบ่มเพาะในเส้นใยผ้ามากเกินไป

 

4.สครับผิวหน้า

ควรสครับผิวหน้าบ้าง สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพแล้วให้หลุดออก เผยผิวใหม่ที่สดใสและแข็งแรงกว่าเดิม

 

 

5.ทาครีมบำรุงที่เหมาะกับผิว อย่าง indiglow

เลือกทาครีมบำรุงผิวที่มีเหมาะสมกับสภาพผิวหน้า เช่น สาวผิวแห้งก็ควรเลือกครีมบำรุงชนิดเซรั่มหรือมอยส์เจอไรเซอร์เข้มข้น เพื่อการบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก

 

6.ทาครีมกันแดดทุกวัน

หลังจากทาครีมบำรุงผิวหน้าแล้ว สิ่งที่ละเลยไม่ได้เด็ดขาดก็คือ การทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน โดยเฉพาะในช่วงกลางวัน แม้ว่าสาวๆ จะไม่ได้ออกจากบ้านก็ตาม แต่แสงไฟและแสงจากหน้าจอคอม/มือถือก็มีผลทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น การทาครีมกันแดดไว้เสมอจะช่วยปกป้องผิวจากรังสีเหล่านี้ได้แน่นอน

 

7.หยุดพักการแต่งหน้าบ้าง

จริงอยู่ที่การแต่งหน้าจะทำให้สาวๆ สวยมั่นใจ แต่เราควรพักการแต่งหน้าบ้าง โดยเฉพาะวันหยุดที่ไม่ได้ออกไปไหน เพื่อให้รูขุมขนได้พัก ได้ฟื้นฟูตัวเองและรับออกซิเจนมากขึ้น

 

8.ทำความสะอาดอุปกรณ์แต่งหน้า

ไม่ว่าจะเป็นพัฟ ฟองน้ำหรือแปรงแต่งหน้า ล้วนเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคทั้งสิ้น สาวๆ จึงควรนำอุปกรณ์แต่งหน้าเหล่านี้มาล้างทำความสะอาดบ้างอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ก็จะช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียลงได้ เป็นการป้องกันการเกิดสิวอีกทางหนึ่งได้ดีทีเดียว

 

9.มาส์กบำรุงผิวหน้า

การมาส์กหน้า เป็นการบำรุงผิวหน้าอย่างล้ำลึก สาวๆ สามารถทำได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะใช้แผ่นมาส์กสำเร็จรูปที่มีขายทั่วไป หรือมาส์กสูตรโฮมเมดก็ได้เช่นกัน สารอาหารจากมาส์กจะฟื้นบำรุงผิวและทำให้ผิวขาวกระจ่างใสในทันตาเลยล่ะ

 

เป็นอย่างไรกันบ้างคะสาวๆ กับ 9 วิธีดูแลผิวหน้าในแบบง่ายๆ ลองทำตามนี้เป็นประจำสิคะ การมีผิวหน้าสวยใสจะอยู่ไม่ไกลเกินคว้าแน่นอน

Open post

“แลนด์แอนด์เฮ้าส์” เปิดแผนปี 61 เตรียมเปิดคอนโดใหม่และโครงการแนวราบ 18 โครงการ

“แลนด์แอนด์เฮ้าส์” เปิดแผนปี 61 เตรียมเปิดคอนโดใหม่และโครงการแนวราบ 18 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 36,300 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้ายอดขาย 31,000 ล้านบาท

 

นายอดิศร ธนนันท์นราพูล กรรมการผู้จัดการ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) เปิดเผยว่า ในปี 2561 นี้บริษัทมีแผนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในทำเล กทม.-ปริมณฑล และต่างจังหวัดรวม 18 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 36,300 ล้านบาท

 

โดยจะเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ และคอนโดมิเนียม โดยคอนโดใหม่จะเปิดทั้งหมด 3 โครงการ ดังนี้

 

  1. คอนโดใหม่ The Room สุขุมวิท 38 ราคาเริ่มต้น 14 ล้านบาท

 

  1. คอนโดใหม่ The Room พญาไท ราคาเริ่มต้น 8.9 ล้านบาท

 

  1. คอนโดใหม่ The Key เพชรเกษม ราคาเริ่มต้น 3.5 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ยังมีโครงการอื่นๆที่มีทั้งใน กรุงเทพฯ-ปริมณฑล 16 โครงการ และในต่างจังหวัดอีก 2 โครงการ โดยรวมโครงการทั้งหมดที่แลนด์แอนด์เฮ้าส์มีทั้งหมด คือ 86 โครงการ

 

สำหรับการพัฒนาโครงการของแลนด์แอนด์เฮ้าส์จะแบ่งตามประเภทที่อยู่อาศัย ได้แก่ บ้านเดี่ยวและบ้านแฝด 68% ทาวน์เฮ้าส์ 9% และคอนโดมิเนียม 23%

 

แต่ถ้าแบบตามสัดส่วนราคา มีตั้งแต่ราคาต่ำกว่า 2 ล้านบาท 1% ราคา 2-4 ล้านบาท 17% ราคา 4-6 ล้านบาท 21% ราคา 6-10 ล้านบาท 17% ราคา 10-25 ล้านบาท 21% และราคามากกว่า 25 ล้านบาท 23% ทั้งนี้แลนด์แอนด์เฮ้าส์ยังเตรียมงบไว้สำหรับลงทุนที่ดิน 7,000 ล้านบาท และงบลงทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า 6,000 ล้านบาท

 

และในปี 2561 นี้ แลนด์แอน์เฮ้าส์ยังได้นำเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าด้วยแอพพลิเคชั่น i-Design ซึ่งจะเป็นแอพพลิเคชั่นที่ช่วยในการออกแบบตกแต่ง รวมไปถึงสามารถแสดงงบประมาณการตกแต่งได้ด้วย Smart Catalog เป็นเทคโนโลยีวีดีโอ 3 มิติ ผ่านอุปกรณ์มือถือ PRO License Plate เทคโนโลยีแสกนป้ายทะเบียนรถ และ Face Detection ระบบกล้องตรวจจับใบหน้า ใช้สำหรับผู้เข้าออกภายในโครงการและเพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่ลูกบ้าน

 

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2561 นายอดิสร กลาวต่อว่า มีแนวโน้มเติบโตได้ดีต่อเนื่องจากช่วงปลายปี 2560 ที่ผ่านมา แต่ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยในปีนี้คาดว่าจะมีปรับตัวขึ้นบ้างเล็กน้อย ทางด้านต้นทุนค่าแรงมีการปรับตัวขึ้นมาบ้างพอสมควร ในส่วนของราคาที่อยู่อาศัยมีการปรับตัวขึ้นบ้างในบางทำเล

Open post

VIVE บางนา กม. 7 Luxury Gallery House สไตล์ Loft หน้ากว้าง 10 ม. จาก Land & Houses

เตรียมพบรูปแบบใหม่ของชีวิต @บางนา กม.7 ครั้งแรกกับรูปแบบใหม่ของชีวิตที่แตกต่าง VIVE บางนา กม.7 Luxury Gallery House สไตล์ Loft หน้ากว้าง 10 ม. ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ในแต่ละยูนิต ออกแบบภายใต้แนวคิด Combine Space เริ่ม 9-14 ล้านบาท*

 

บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) แนะนำแบรนด์ใหม่ล่าสุด “VIVE” สำหรับเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีเอกลักษณ์ ชอบความไม่ธรรมดา และไม่ซ้ำใคร ซึ่งเป็นครั้งแรกที่แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ได้ปั้นแบรนด์ “VIVE” (วีเว่) ให้หลุดจากทุกกรอบของความเป็นแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ด้วยคอนเซ็ปต์ “VIVE ชีวิต…ที่ไม่ซ้ำใคร”

 

เตรียมพบโครงการแรก VIVE บางนา กม.7 บนทำเลศักยภาพ ถนนบางนา-ตราด กม.7 ใกล้เมกาบางนาเพียง 500 เมตร VIVE บางนา กม.7 เป็น Gallery House Loft Style ซึ่งมีหน้ากว้างถึง 10 เมตร 4 รูปแบบ โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ในแต่ละยูนิต ออกแบบภายในด้วยแนวคิด Combine Space ให้พื้นที่ใช้สอยเชื่อมต่อถึงกัน แต่เป็นสัดส่วน ตอบรับไลฟ์สไตล์ทันสมัย เปิดความโปร่งโล่งชั้นล่างจากพื้นถึงเพดานสูงถึง 2.9 เมตร พื้นที่ใช้สอย 225 ตร.ม. 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 1 ห้องแม่บ้าน จอดรถ 3 คัน Master Bedroom มีขนาดใหญ่ เชื่อมต่อห้องน้ำพร้อมสวนและระเบียงส่วนตัว ได้บรรยากาศ See Through เป็นหนึ่งเดียวกัน พร้อม Vitality Space พื้นที่พิเศษที่ปรับเปลี่ยนตามตัวตนและไลฟ์สไตล์ได้ ไม่ว่าจะปรับเป็นมุมทำงาน พื้นที่อ่านหนังสือ หรือฟังเพลง พร้อมทั้ง Recreation Backyard สวนและส่วนพักผ่อนส่วนตัว โครงการ VIVE บางนา กม.7 มีจำนวนจำกัดเพียง 92 ยูนิต เดินระบบสายไฟฟ้าใต้ดินทั้งโครงการ ใช้ถนนแอสฟัลต์ซึ่งช่วยลดแสงสะท้อนและความร้อน พร้อมคลับเฮ้าส์ Loft Style สระว่ายน้ำระบบเกลือ ฟิตเนส และฟังก์ชั่นพิเศษ Party Area ในราคา 9-14 ล้านบาท

 

ในวันอาทิตย์ที่ 9 กันยายนนี้ โครงการ VIVE บางนา กม.7 จะจัดงานพรีเซลส์ โดยผู้ที่สนใจจองในวันงานจะได้รับสิทธิพิเศษเลือกแปลงสวยรอบสวนสาธารณะริมถนนเมนก่อนใคร พร้อมราคาพิเศษช่วงเปิดโครงการ ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ

 

VIVE บางนา กม.7 Luxury Gallery House

 

Loft Design หน้ากว้าง 10 เมตร 4 รูปแบบโดดเด่น มีเอกลักษณ์ในแต่ละยูนิต

3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 1 ห้องแม่บ้าน 3 ที่จอดรถ

พื้นที่ใช้สอย 225 ตรม.

ออกแบบภายในด้วยแนวคิด Combine Space ให้พื้นที่ใช้สอยเชื่อมต่อถึงกัน แต่เป็นสัดส่วน ตอบรับไลฟ์สไตล์

เปิดความโปร่งโล่งชั้นล่างสูง 2.9 เมตร จากพื้นถึงเพดาน

Recreation Backyard สวนและส่วนพักผ่อนชิลๆ ส่วนตัว

Master Bedroom ขนาดใหญ่ เชื่อมต่อห้องน้ำพร้อมสวน และระเบียงส่วนตัว บรรยากาศ See Through เป็นหนึ่งเดียวกัน

Vitality Space พื้นที่พิเศษ ปรับเปลี่ยนตามตัวตนและไลฟ์สไตล์

Luxury Facilities ระบบสายไฟฟ้าใต้ดินทั้งโครงการ ถนน Asphalt ลดแสงสะท้อนและความร้อน

Clubhouse Loft Style สระว่ายน้ำระบบเกลือ ฟิตเนส และ ฟังก์ชั่นพิเศษ Party Area

ชื่อโครงการ            VIVE บางนา กม. 7

เจ้าของโครงการ    แลนด์แอนด์เฮ้าส์ / Land & Houses

ลักษณะโครงการ  ทาวน์โฮมรูปแบบใหม่ หน้ากว้าง 10 เมตร

พื้นที่โครงการ        รอข้อมูลจากทางโครงการ

จำนวนบ้าน              รอข้อมูลจากทางโครงการ

เนื้อที่บ้าน                 รอข้อมูลจากทางโครงการ

พื้นที่ใช้สอย            ประมาณ 225 ตร.ม.

จำนวนห้อง            3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 1 ห้องแม่บ้าน

ที่จอดรถทั้งหมด    3 คัน

โซน         บางนา กม.7

ขนส่งสาธารณะ

ถนนบางนา-ตราด

ทางพิเศษบูรพาวิถี

รถโดยสารที่ผ่าน     รอข้อมูลจากทางโครงการ

ที่ตั้ง         โซนบางนา กม.7

กำหนดการ            เปิดลงทะเบียน*

ปีที่สร้างเสร็จ           รอข้อมูลจากทางโครงการ

ราคา       เริ่มต้น 9-14 ล้านบาท*

ค่าส่วนกลางและกองทุน      รอข้อมูลจากทางโครงการ

สถานที่สำคัญใกล้เคียง        รอข้อมูลจากทางโครงการ

สิ่งอำนวยความสะดวก

Clubhouse Loft Style

สระว่ายน้ำระบบเกลือ

ฟิตเนส

Party Area

ระบบสายไฟฟ้าใต้ดินทั้งโครงการ

ถนน Asphalt ลดแสงสะท้อนและความร้อน

กล้องวงจรปิด

ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชม.

จุดเด่นของโครงการ              VIVE บางนา กม.7 Luxury Gallery House สไตล์ Loft หน้ากว้าง 10 ม. ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ในแต่ละยูนิต ออกแบบภายใต้แนวคิด Combine Space เริ่ม 9-14 ล้านบาท*

Open post

ผิวแพ้ง่าย รักษาได้ไม่ยาก

ผิวแพ้ง่าย คือสภาวะที่ผิวไวต่อสิ่งรบกวนภายนอก โดยเฉพาะสารเคมีและสภาพอากาศ ทำให้เกิดผื่นแดง ตุ่มนูน รู้สึกคัน แสบ หรือมีผิวลอกได้ การทำความเข้าใจถึงสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง ตลอดจนวิธีดูแลและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะสม อาจช่วยเร่งฟื้นฟูให้ผิวกลับมามีสุขภาพดี ผิวแข็งแรงเหมือนเดิมได้

 

ผิวแพ้ง่ายสังเกตได้อย่างไร

 

หลายคนที่ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าบางชนิดแล้วเกิดอาการแพ้มักเข้าใจว่าตนเองมีผิวแพ้ง่าย ทว่าแท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงอาการแพ้ที่เกิดจากสารเคมีบางตัวโดยเฉพาะ หรือการใช้ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ในปริมาณมากเกินไป วิธีสังเกตว่าตนเองมีผิวแพ้ง่ายหรือไม่ ทำได้ดังนี้

 

ผิวแดงขึ้นทันทีหลังสัมผัสสิ่งกระตุ้น เช่น การใช้โฟมล้างหน้า หรือการปะทะลมแรง แม้ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่อาจเป็นอาการของผิวแพ้ง่ายจากผื่นผิวหนังอักเสบชนิดโรซาเซีย (Rosacea) ซึ่งเป็นภาวะที่หลอดเลือดฝอยบริเวณใบหน้าแตก ร่วมกับมีตุ่มเล็ก ๆ ขึ้นตามคาง แก้ม และจมูก

ผิวหลุดลอกเป็นประจำจากการขาดความชุ่มชื้น มักเกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารเร่งการผลัดเซลล์ผิว เช่น กรดไกลโคลิก หรือเรตินอยด์ ในปริมาณมากเป็นเวลานาน

แสบผิว ผิวพุพองง่าย เกราะปกป้องผิวของผู้มีผิวแพ้ง่ายนั้นบอบบางกว่าคนทั่วไป ทำให้ผิวไวต่อสารเคมีหลายชนิดและอาจเกิดการระคายเคืองหลังใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องสำอาง สารทำความสะอาด ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เป็นต้น

รู้สึกคันเป็นประจำเนื่องจากผิวแห้ง เกราะปกป้องผิวที่บางไม่เพียงทำให้ระคายเคืองง่าย แต่อาจส่งผลให้ผิวกักเก็บความชุ่มชื้นได้น้อยและรู้สึกแห้งกร้านจนมีอาการคันตามผิวหนัง

ผิวแพ้ง่ายเกิดจากอะไร

 

ผิวแพ้ง่ายเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นความผิดปกติทางผิวหนังชนิดต่าง ๆ ผิวหนังขาดความชุ่มชื้น หรือการเผชิญสภาพอากาศที่ส่งผลเสียต่อผิวหนังเป็นเวลานาน ดังนี้

 

ผิวหนังอักเสบ เป็นภาวะที่ทำให้มีอาการคันหรือเกิดผื่นแดงตามผิวหนัง อีกทั้งส่งผลให้เกราะปกป้องผิวบางลงจนเกิดการระคายเคืองจากสิ่งกระตุ้นภายนอกได้ง่าย เช่น น้ำ ความร้อน ความเย็น ความชื้น เป็นต้น

ผื่นระคายสัมผัส ปัญหาผิวหนังอักเสบที่อาจเกิดจากการเผชิญปัจจัยแวดล้อมหรือสัมผัสสารก่อความระคายเคืองในปริมาณมากหรือเป็นเวลานาน เช่น สารเคมี รังสีอัลตราไวโอเลต ความร้อน ความเย็น เป็นต้น อาจก่อให้เกิดผื่นแดง ผิวแห้งแตก และรู้สึกคันตามผิวหนัง บางรายอาจมีเพียงอาการคันปรากฏเท่านั้น

ผื่นแพ้สัมผัส คือผิวอักเสบที่เกิดจากสิ่งกระตุ้นภายนอกร่างกาย เช่น สารเคมีบางชนิดในเครื่องสำอาง ลักษณะคล้ายกับผื่นระคายสัมผัส แต่เกิดขึ้นได้ยากกว่า ทั้งนี้ อาการผื่นแพ้อาจเกิดขึ้นใน 2-3 วัน หลังจากสัมผัสสิ่งกระตุ้น

ลมพิษจากการสัมผัส มีลักษณะเป็นรอยบวมและแดงที่ผิวหนัง มักปรากฎทันทีหลังจากสัมผัสสิ่งกระตุ้นหรือสารก่อภูมิแพ้

ผื่นผิวหนังอักเสบชนิดโรซาเซีย มักเกิดหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับผิวหน้าหรือเครื่องสำอางชนิดเดิมติดต่อกันนานหลายปี ส่งผลให้หลอดเลือดฝอยบริเวณใบหน้าแตก ผิวหน้าบวม แดง แพ้ง่าย และมีตุ่มคล้ายสิว

Aquagenic Pruritus คือโรคผิวหนังที่ส่งผลให้มีอาการคันหลังอาบน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเย็น น้ำอุ่น หรือน้ำอุณหภูมิปกติก็ตาม

ผิวแห้ง อาจเกิดจากพันธุกรรม การรับประทานยา สภาพอากาศที่มีความชื้นต่ำ ผลกระทบจากโรค หรือชำระล้างผิวบ่อยครั้งเกินไป ทำให้ผิวระคายเคือง แพ้ง่าย และมักมีอาการคันร่วมด้วย โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในที่ที่มีอากาศร้อน

Cutaneous Mastocytoses คือภาวะผิดปกติที่ชั้นผิวหนังมีแมสท์เซลล์ (Mast Cells) ในปริมาณมาก เซลล์ชนิดนี้จะปล่อยสารฮิสทามีน (Histamine) ที่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้เมื่อมีสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย ทำให้ผิวมีผื่นแดงและบวม

คาร์ซินอยด์ซินโดรม (Carcinoid Syndrome) คือกลุ่มอาการของโรคมะเร็งคาร์ซินอยด์ ผู้ป่วยมักมีผิวหนังแดงจากเส้นเลือดฝอยขยายตัว ปรากฏร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ท้องเสีย ปวดท้อง หายใจมีเสียงหวีด ความดันโลหิตต่ำ เป็นต้น

สิ่งแวดล้อม การเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ทำร้ายผิวอย่างต่อเนื่อง เช่น แสงแดด ลม อากาศร้อนหรือหนาวจัด อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้

ทดสอบผิวแพ้ง่ายได้อย่างไร

 

ผู้มีผิวแพ้ง่ายควรเข้ารับการตรวจหาสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ เพื่อรับการรักษาหรือหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นดังกล่าวได้อย่างตรงจุด โดยแพทย์อาจตรวจดูอาการและแนะนำให้รับการทดสอบด้วยวิธีดังต่อไปนี้

 

วิธีปิดสารทดสอบบนผิวหนัง เป็นวิธีที่นิยมใช้ทดสอบผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง แพทย์จะปิดแผ่นแปะผิวหนังที่ป้ายสารก่ออาการแพ้ 20-30 ชนิด บริเวณแขนหรือแผ่นหลังของผู้ทดสอบและทิ้งไว้ประมาณ 48 ชั่วโมง ระหว่างนี้ต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้ผิวหนังบริเวณที่ทดสอบสัมผัสน้ำและมีเหงื่อออก เมื่อครบกำหนดจึงดึงแผ่นแปะผิวหนังออก หากพบว่าผิวหนังบริเวณใดเกิดผื่นแดง แสดงว่าผู้รับการทดสอบแพ้สารชนิดนั้น ๆ

วิธีสะกิด ใช้ตรวจสอบสารก่อภูมิแพ้ได้ถึง 40 ชนิดในครั้งเดียว นิยมนำมาทดสอบอาการแพ้จากเกสรดอกไม้ เชื้อรา ไรฝุ่น และอาหาร แพทย์จะหยดสารที่คาดว่าก่อให้เกิดการแพ้ตามบริเวณท้องแขนหรือแผ่นหลัง จากนั้นใช้เข็มสะกิดผิวของผู้ทดสอบตามจุดที่หยดสาร แล้วทิ้งไว้ 15 นาที ตำแหน่งที่แพ้จะเกิดผื่นแดงหรือตุ่มคล้ายยุงกัด ทั้งนี้ แพทย์อาจป้ายฮิสทามีน กลีเซอรีน (Glycerin) หรือน้ำเกลือ ลงบนผิวชนิดละตำแหน่งด้วย เพื่อดูว่าผิวหนังของผู้ทดสอบตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้เป็นปกติหรือไม่ หากผิวไม่ตอบสนองต่อฮิสทามีน อาจต้องใช้การทดสอบด้วยวิธีอื่นแทน ส่วนผิวที่ป้ายกลีเซอรีนหรือน้ำเกลือแล้วเกิดอาการแพ้ อาจบ่งบอกได้ว่าผู้ทดสอบมีผิวแพ้ง่าย

การตัดชิ้นเนื้อจากผิวหนังส่งตรวจ คือการตัดเนื้อเยื่อผิวหนังบริเวณที่ผิดปกติและนำไปตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ เพื่อหาสาเหตุของอาการผิดปกติ

ผิวแพ้ง่ายควรดูแลอย่างไร

 

ผู้มีผิวแพ้ง่ายควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้า บำรุงผิวหน้า และเครื่องสำอางที่อ่อนโยนต่อผิว รวมถึงปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยที่อาจกระตุ้นให้ผิวหนังเกิดอาการแพ้หรือระคายเคือง ดังนี้

 

ทดสอบอาการแพ้ทุกครั้งก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ทุกชนิด โดยทาบาง ๆ บริเวณข้อพับแขน ข้อมือ ท้องแขน หรือหลัง หลีกเลี่ยงไม่ให้ผิวหนังส่วนที่ทดสอบสัมผัสน้ำหรือเหงื่อประมาณ 48 ชั่วโมง หากเกิดผื่นแดงแสดงว่ามีอาการแพ้และไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอม แอลกอฮอล์ และส่วนผสมบางชนิดที่อาจทำให้มีอาการแพ้ได้ง่าย เช่น เรตินอยด์ กรดอัลฟาไฮดรอกซี (Alpha-Hydroxy Acids: AHA) ทัลคัม (Talc) ไมกา (Mica) สารเคมีระงับกลิ่นกาย รวมถึงสารเคมีที่มีคุณสมบัติทำลายหรือยับยั้งแบคทีเรีย

ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อผลัดเซลล์ผิว หากต้องการผลัดเซลล์ผิวควรทำภายใต้การดูแลของแพทย์

หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีคุณสมบัติกันน้ำหรือมีสารกันเสียเป็นส่วนประกอบ

ไม่ควรใช้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุ เพราะอาจเกิดการกลายสภาพและเป็นอันตรายต่อผิวหนัง

หลีกเลี่ยงสภาพอากาศหนาวจัดหรือร้อนจัด โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาทางผิวหนัง เช่น ผื่นผิวหนังอักเสบ เพราะอาจทำให้อาการแพ้รุนแรงขึ้น

หลีกเลี่ยงการออกกลางแจ้งในช่วงเวลา 9.00-14.00 น. เนื่องจากเป็นช่วงที่มีความเข้มของรังสียูวีค่อนข้างสูง

ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เท่านั้น

ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ

ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวเป็นประจำเพื่อป้องกันผิวแห้ง โดยควรเลือกที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติเป็นหลักและปราศจากน้ำหอม

ทาครีมกันแดดที่มีค่าป้องกันแสงแดดหรือ SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไปเป็นประจำ โดยเฉพาะก่อนออกแดด ควรเลือกครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของซิงก์ออกไซด์ (Zinc Oxide) และไททาเนียมไดออกไซด์ (Titanium Dioxide) เป็นหลัก เนื่องจากสารทั้ง 2 ชนิดนี้จะไม่ซึมผ่านผิวหนัง ทำให้เสี่ยงเกิดการแพ้ได้น้อย

หมั่นล้างและทำความสะอาดสิ่งของที่สัมผัสผิวหน้าเป็นประจำ เช่น อุปกรณ์แต่งหน้า ปลอกหมอน เป็นต้น เพราะเชื้อแบคทีเรียที่สะสมอยู่ตามสิ่งเหล่านี้อาจเป็นปัจจัยก่อให้เกิดสิวและปัญหาทางผิวหนังที่ส่งผลให้ผิวระคายเคืองง่าย

เลือกสวมเสื้อผ้าเนื้อบางเบา ไม่รัดรูป หรือผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย เพื่อป้องกันการระคายเคืองของผิวหนัง

Open post

10 นิสัย ที่ทำให้ผิวแพ้ง่ายไม่เลิก

ผิวแพ้ง่าย ใครๆ ก็ไม่อยากเป็น เพราะจะใช้อะไรก็ระคายเคือง แต่งหน้าก็ยาก หลายคนคิดว่าผิวแพ้ง่ายเหมือนโชคชะตากลั่นแกล้ง แต่บางทีมันอาจเกิดจากพฤติกรรมบางอย่างที่เราเผลอทำจนเป็นนิสัยก็ได้ จะมีอะไรบ้างเราลองมาเช็คกันนะคะ

 

  1. ลองของใหม่หลายตัวพร้อมๆ กัน

 

แม้ว่าจะมีรีวิวว่าดีถล่มทลาย แต่มันก็ไม่ได้เวิร์คกับทุกคนนะคะ ดังนั้นสาวๆ จึงไม่ควรลองยี่ห้อใหม่มากกว่า 1 ตัวในเวลาเดียวกัน เช่น ใช้รองพื้นยี่ห้อใหม่ ไปพร้อมๆ กับ Makeup remover ยี่ห้อใหม่ แต่ควรลองทีละอย่างแล้วเว้นช่วงกันสัก 5-7 วัน เพราะหากครีมผิวแพ้ง่ายเกิดอาการแพ้ขึ้นมาจะจับผู้ร้ายถูกตัว ไม่ต้องโละทิ้งยกเซ็ตค่ะ

 

  1. ละเลยที่จะทดสอบการแพ้ (Patch Test)

บางคนเสียค่าครีมหลักพัน แต่เสียค่าหมอหลักหมื่น เพราะไม่ได้ทดสอบการแพ้ก่อนใช้จริง ดังนั้นเราควรทดลองทาครีมส่วนหนึ่งบริเวณข้างลำคอก่อน หากผ่านไป 24 ชั่วโมงแล้วไม่มีอาการผิดปกติใดๆ จึงค่อยใช้กับผิวบริเวณอื่นค่ะ

 

  1. ทำความสะอาดผิวมากเกินไป บ่อยเกินไป

ถึงจะเลือกแบบที่มีสารอ่อนโยนสุดๆ แต่หากล้างบ่อยเกินไปก็ทำร้ายผิวได้เหมือนกันนะคะ โดยเฉพาะสาวผิวแห้ง การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของซัลเฟต (Sulfate) หรือมีฟองมากๆ จะยิ่งทำให้ผิวแห้งและระคายเคืองง่าย ดังนั้นควรเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าเนื้อครีมหรือน้ำนม แล้วล้างแค่เช้า-เย็นก็เพียงพอแล้ว

 

  1. บำรุงมากเกินไป

เวลาที่ใช้แล้วสิวขึ้นเล็กน้อย ไม่มีผดผื่นหรือแสบแดง นั่นอาจไม่ใช่การแพ้ แต่อาจเป็นเพราะคุณบำรุงผิวมากเกินไป หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่เนื้อหนักเกินไป ทำให้กระทบต่อกระบวนการสร้างน้ำมันหล่อเลี้ยงตามธรรมชาติ และกลายเป็นสิวอุดตันตามมา จึงควรเลือกเนื้อผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับผิว และบำรุงแค่เช้า-เย็นก็เพียงพอค่ะ

 

  1. ใช้สครับที่ไม่เหมาะสม

ผิวบอบบางไม่ได้แปลว่าใช้สครับไม่ได้นะคะ เพียงแต่ต้องเลือกชนิดที่มีเม็ดสครับเล็กละเอียดที่สุด และมีสารบำรุงที่อ่อนโยนต่อผิว พวกเม็ดสครับใหญ่ๆ อย่างสูตร DIY ที่ทำจากเกลือหรือน้ำตาลนั้นควรเลี่ยงไปก่อน เพราะจะยิ่งทำให้ผิวระคายเคืองมากกว่าเดิมค่ะ

 

  1. ทำ Microdermabrasion

ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณที่ดีจะแนะนำให้คุณเลี่ยง Microdermabrasion เพราะมันจะทำให้ผิวแพ้ง่ายยิ่งแดงและระคายเคืองง่ายกว่าเดิม หากอยากผลัดเซลล์ผิวจริงๆ ควรบำรุงให้ผิวแข็งแรงดีก่อนนะคะ

 

  1. ละเลยอาการผิวขาดน้ำ

ผิวที่ชุ่มชื่นจะมีเกราะป้องกันตามธรรมชาติ หากขาดความชุ่มชื่นก็เท่ากับโดนข้าศึกโจมตีรอบด้าน ไม่เว้นแม้กระทั่งผิวมัน การบำรุงผิวและดื่มน้ำมากๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญค่ะ สำหรับผิวมันควรเลือกชนิดบางเบา ซึมซาบง่าย ส่วนผิวแห้งนอกจากมอยส์เจอไรเซอร์ทั่วไปแล้ว สามารถเพิ่มน้ำมันอย่าง sweet almond oil, rosehip oil, jojoba oil และ evening primrose oil ได้ หรือถ้าอยากใช้เนื้อเบาๆ อย่าง Serum ก็ควรเลือกที่มีส่วนผสมของ linoleic acid ค่ะ

 

  1. ไม่ฟังเสียงจากผิว

การยึดติดกับฉลากที่ระบุว่า “สำหรับผิวแพ้ง่าย” ไม่ดีเท่ากับฟังเสียงตอบรับจากผิวคุณจริงๆ จึงควรยึดจากสารบำรุงที่คุณไม่แพ้ มากกว่าจะยึดที่รุ่นของผลิตภัณฑ์ (ซึ่งบางทีก็แทบไม่ช่วยให้ผิวคุณดีขึ้นเลย) เพราะบางทีคุณอาจไม่ได้แพ้ง่าย แค่ใช้สารบำรุงไม่เหมาะกับผิวเท่านั้นเองค่ะ

 

  1. ปล่อยให้เหงื่ออุดตันรูขุมขน

ทุกครั้งที่ออกกำลังกายแล้วเหงื่อออกมาก ไม่ควรทิ้งไว้ให้แห้งเองเด็ดขาด แต่ควรมีผ้าไว้คอยซับเสมอ เพราะเหงื่อและความมันคือตัวดักจับสิ่งสกปรก เมื่อความชื้นเจอกับแบคทีเรีย ผลลัพธ์คือสิวเห่อตามมา นอกจากนี้ สาวผิวแพ้ง่ายควรเลี่ยงการอบซาวน่า เพราะจะทำให้ผิวเป็นจ้ำแดง และระคายเคืองจากเหงื่อได้ค่ะ

 

  1. ล้างหน้าหรืออาบน้ำด้วยน้ำอุ่นบ่อยๆ

บางคนเชื่อว่าน้ำอุ่นๆ จะช่วยให้ทำความสะอาดผิวได้ดีขึ้น แต่ผลที่ตามมาก็คือ อาการแห้ง แดง รู้สึกคันผิว เจออากาศเปลี่ยนหน่อยก็ผิวลอก ระคายเคืองง่าย ดังนั้นหากใครมีผิวบอบบางก็ควรเลือกอาบน้ำอุณหภูมิปกติจะดีที่สุดค่ะ

 

หากเช็คแล้วพบว่ามีข้อไหนที่เผลอทำอยู่ ก็ลองปรับเปลี่ยนกันดูนะคะ แล้วผิวของเราจะแข็งแรงขึ้นอีกเยอะ บอกลาคำว่าแพ้ได้ในที่สุดค่ะ

Open post

เคล็ดลับ 5 วิธีกู้ภัยผิวหน้าแพ้ง่าย

แม้หลายคนจะบอกว่าตนเองมีผิวหน้ามัน ผิวผสม ผิวธรรมดา หรือบางครามีผิวแห้ง แต่คุณทราบหรือไม่ว่า มีเจ้าสภาพผิวประเภทหนึ่งที่สามารถมาเยือนคุณได้ทุกเมื่อคือ ผิวแพ้ง่าย

 

ผิวแพ้ง่ายพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยผู้หญิงไทยกว่า 50% มีผิวที่แพ้ง่าย ซึ่งปัจจัยหลักเกิดจากชั้นไขมันปกป้องผิวถูกทำลายจากสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะแสงแดดหรือมลภาวะ หรือการใช้สารเคมีต่างๆบนผิวหนัง จนเกราะป้องกันผิวหนังอ่อนแอลง เป็นเหตุให้สารที่ก่อให้เกิดความระคายเคืองเข้าสู่ผิวได้ง่าย อาการผิวแห้งและระคายเคืองจึงตามมา

 

สาเหตุของผิวแพ้ง่ายเกิดจากความไม่สมดุลและความไม่แข็งแรงของผิว อันได้แก่ ผิวหน้าที่ขาดน้ำ สังเกตได้จากการเกิดริ้วรอยเล็กๆ ที่ฟ้องว่าความชุ่มชื้นใต้ผิวหนังไม่เพียงพอ ผิวหน้าแห้ง ผิวแตก อายุที่มากขึ้นมีแนวโน้มที่ผิวจะมีความอ่อนไหวมากขึ้น และปัจจัยภายนอกเช่นแสงแดดและมลภาวะ เป็นต้น แม้บางคนจะเคยมีผิวแข็งแรงมาตลอด

 

แต่ก็มีโอกาสมีผิวที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ผิวแพ้ง่ายได้ ทั้งจากสารเคมี มลภาวะ ผิวสูญเสียน้ำ เกราะป้องกันผิวทำงานไม่เต็มที่ โดยอาการที่บ่งบอกว่าคุณมีผิวแพ้ง่าย คือ ผื่น แดง อาการบวม ผิวแตก แห้ง หยาบ กร้าน ลอกเป็นขุย คัน หรือบางกรณีมีอาการแสบตึงร่วมด้วย

 

ฟิซิโอเจล ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาการดูแลผิวที่ล้ำหน้าด้วยความเข้าใจในโครงสร้างและความต้องการของผิวอย่างแท้จริง จึงขอมอบวิธีการกู้ภัยผิวหน้าจากอาการแพ้ง่าย มี 5 ขั้นตอนและหากทำอย่างเคร่งครัด ก็เชื่อเลยว่าผิวคุณจะกลับมาสดใสแข็งแรงได้สบาย

 

1.หลีกเลี่ยงจากสาเหตุตัวการทำให้แพ้ : ให้ลองฝึกสังเกตว่าอาการแพ้ผื่น สิวผด คัน ลอก ขุย ฯลฯ มาเมื่อคุณทำพฤติกรรมใด แล้วทดลองหยุดหรือหลีกเลี่ยงสิ่งนั้น เช่น เปลี่ยนครีมทาหน้าใหม่ เปลี่ยนน้ำหอม เปลี่ยนอาหารการกิน วิตามินหรือยา? เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม ที่นอน หรือสภาพอากาศ แล้วหันมาใช้ครีมบำรุงที่ไม่มีวัตถุกันเสีย ปราศจากน้ำหอม ไม่มีการแต่งสี สารเคมีที่ก่อให้เกิดการอุดตัน และสำคัญที่สุดคือไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้

 

2.งดการขัดผิว และทำทรีทเม้นท์บนใบหน้า :สาวๆ บางคนเมื่อมีอาการแพ้ ผื่นขึ้น ผิวหน้าลอก สิวบุก จะเข้าใจว่าต้องรีบเยียวยาหนังหน้าด่วนจี๋ ระดมทรีทเม้นใส่อาหารผิว ทั้งนวดทั้งขัดไม่ยั้งหวังจะให้ผิวกลับมาแข็งแรงโดยไว แต่หารู้ไม่ว่าการขัดผิวหน้า จะทำให้ชั้นไขมันปกป้องผิว (Skin lipid barrier) ถูกทำลาย ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว ทำให้ผิวแห้งยิ่งขึ้นไปอีก(จริงอยู่ที่เราควรขัดผิวเพื่อผลัดเซลส์ผิวใหม่บ้างแต่ต้องท่องจำให้ขึ้นใจว่า ห้ามทำในช่วงที่ผิวไม่แข็งแรงนะจ๊ะ)

 

3.ห่างไกลเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์และบุหรี่ : งานวิจัยหลายฉบับพบว่าการสูบบุหรี่มีผลเสียต่อผิว ทำให้แผลหายช้ากว่าปกติ ปัญหาสิว และเป็นต้นตอของมะเร็วผิวหนัง เนื่องจากสารเคมีในบุหรี่ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระทำลายโครงสร้างของผิวในชั้นเซลส์ ทั้งยังลดภูมิคุ้มกันของร่างกาย ในส่วนของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์นั้น จะส่งผลให้ร่างกายปัสสาวะบ่อย ขาดน้ำ ทั้งยังทำให้ร่างกายขาดวิตามินบีทำให้ผิวแห้ง เกิดอาการคันตามผิวหนัง ยิ่งไปกระตุ้นให้เกิดการเกา (ในช่วงมึนเมา ฮาาาาา…) ทำให้อาการแพ้ลุกลาม

 

4.หลีกเลี่ยงแสงแดดและทาครีมกันแดด : บางคนเมื่ออกแดดรู้สึกว่าผิวมีอาการระคายเคือง เกิดอาการคันนั้น อาจเกิดจากผิวหน้ามีอาการแพ้แดด โดยอาการจะคล้ายคลึงกับอาการผิวแพ้ง่ายทั่วไป พบร่วมกับอาการผิวแดง คัน อาจมีตุ่ม ผื่น หรือพุพองร่วมด้วย ซึ่งสาเหตุหลักมาจากรังสียูวี ดังนั้นจึงควรหมั่นทาครีมกันแดดในช่วงระหว่าง 10.00 – 15.00 น. โดยควรเลือกครีมกันแดดที่เหมาะสำหรับผิวบอบบางแพ้ง่ายปราศจากสารระคายเคืองผิว เช่น น้ำหอม แนะนำควรเลือกครีมกันแดดแบบเนื้อเจลที่ปราศจากความมันทำให้ผิวรู้สึกสดชื่น เนียนนุ่ม และไม่ก่อให้เกิดสิว โดยเลือกค่า SPF ตั้งแต่ 40 PA+++ ขึ้นไป เพื่อการปกป้องทั้งรังสียูวีเอและยูวีบีในช่วงกว้าง ไม่เสื่อมสลายเร็วเมื่อโดนแสง

 

5.เลือกผลิตภัณฑ์ที่ “ใช่” กู้ภัยหนังหน้าพัง : มาถึงตรงนี้หลายคนใจร้อน อยากให้ฟันธงกันมาเลยว่าควรใช้ครีมอะไร ซึ่งผู้เขียนแนะนำได้ว่า สิ่งที่ดีที่สุดคือควรเลือกครีมที่มีค่า PH ใกล้เคียงกับผิว โดยควรใส่ใจตั้งแต่การเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้า ที่อ่อนโยนแม้ผิวที่บอบบางปราศจากสารสบู่ มีค่าใกล้เคียงกับน้ำ ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ช่วยให้หน้าไม่แห้งตึง หลังจากล้างหน้า และสำหรับครีมบำรุงควรเลือกครีมที่เหมาะกับผิวบอบบางแพ้ง่าย ไม่มีส่วนผสมของตัวการหลักที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ได้แก่ สี น้ำหอม และสารกันเสีย

 

สำหรับเคล็ดไม่ลับของการฟื้นฟูผิวหน้าให้กลับมาดีดังเดิมก็คือควรเลือกครีมที่มีโครงสร้างคล้ายคลึงกับชั้นไขมันที่ปกป้องผิวหนังตามธรรมชาติ (Physiological lipid) เพื่อช่วยปกป้องผิวและฟื้นฟูผิวจากการถูกทำร้าย ไม่ว่าจากสารเคมี มลภาวะ หรือการขัดผิว และคืนความชุ่มชื้นให้ผิว อีกทั้งควรเลือกครีมที่มีส่วนผสมของ Ceramide ที่ช่วยเติมเต็มชั้นไขผิวหนังที่พร่องไปอีกด้วย

Open post

6 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับ “ผิวแพ้ง่าย”

6 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับ “ผิวแพ้ง่าย

  1. ผิวบอบบางแพ้ง่าย คืออะไร?

ผิวบอบบางแพ้ง่ายคือผิวที่มีอาการระคายเคืองจากสิ่งภายนอกได้ง่าย สภาพผิวมักแห้งกร้าน ลอกเป็นขุย และมักมีอาการแดงและคันได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับผลิตภัณฑ์ใด ๆ ก็ตาม โดยผิวจะมีอาการแพ้เมื่อเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ดูแลผิว สัมผัสกับเสื้อผ้าบางชนิด ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีส่วนผสมของน้ำหอม เครื่องสำอาง ครีมบำรุงผิว รวมถึงครีมกันแดด

โดยระดับการแพ้ง่ายจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน

 

  1. ใครมีโอกาสมีผิวบอบบางแพ้ง่ายบ้าง?

นอกจากผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ ผู้มีอาการแพ้อาหาร หรือผู้มีอาการแพ้อากาศ จะมีโอกาสมีผิวบอบบางแพ้ง่ายแล้ว ผู้หญิงในวัยทำงานมีโอกาสผิวบอบบางแพ้ง่ายเช่นกัน สาเหตุเพราะผิวได้รับสารเคมีสะสมเป็นระยะเวลานาน จากผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิวและเครื่องสำอางต่าง ๆ ที่ใช้มาตั้งแต่เป็นวัยรุ่น ถ้าคุณไม่แน่ใจว่ามีโอกาสเป็นมั้ย และยังไม่เคยปรึกษาแพทย์ผิวหนังเลย ลองสังเกตผิวตัวเองเบื้องต้นดังต่อไปนี้

  • ผิวคุณแห้งกร้านมาก ๆ ขาดความชุ่มชื้นจนเสียสมดุล เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ จนผิวไวต่อสิ่งที่มาสัมผัส เกิดอาการระคายเคืองง่ายสุด ๆ
  • ผิวคุณมีสิวง่าย มีสิวเยอะ สิวเห่อง่าย และมีอาการสิวลุกลามแดงบนผิวหน้า นอกจากจะเป็นผิวแพ้ง่ายแล้ว คุณอาจเสี่ยงมีอาการสิวหน้าแดง (Rosacea) ร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง
  • ผิวคุณมักมีอาการแห้งคันมาก ผิวเป็นผื่นแห้งแข็งตกสะเก็ด ยิ่งเกายิ่งลาม ลักษณะนี้นอกจากจะเป็นผิวแพ้ง่ายแล้ว คุณยังอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเป็นโรคผื่นแพ้กรรมพันธุ์ (Eczema) แนะนำว่าควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังทันที

 

  1. ผลิตภัณฑ์หรือส่วนผสมแบบไหนทำให้แพ้?

ส่วนผสมที่ทำให้ระคายเคืองและแพ้ง่ายมากคือ “น้ำหอม” ในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะผลิตภัณฑ์ล้างหน้า ครีมอาบน้ำ โลชั่น ครีมบำรุง สบู่ล้างมือ หรือแม้แต่ทิชชู่เปียก ถ้าคุณมีผิวแพ้ง่ายควรเลือกใช้แต่ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ไม่มีน้ำหอม และสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ควรระวังคือ “แชมพูสระผม” เนื่องจากหลาย ๆ ยี่ห้อพัฒนามาเพื่อใช้กับเส้นผมและหนังศีรษะเท่านั้น หากสัมผัสถูกผิวหน้าในปริมาณมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดผื่นภูมิแพ้ได้

 

  1. ผิวบอบบางแพ้ง่ายต่างจากภูมิแพ้ตรงไหน?

ผิวบอบบางแพ้ง่ายมักมีอาการแดง คัน และระคายเคือง จากการสัมผัสผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่อาจก่อความระคายเคือง (เช่น น้ำหอม) โดยคนที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย อาจไม่มีอาการภูมิแพ้หรือไม่ได้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้เลย เพราะอาการภูมิแพ้เกิดจากระบบร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้านสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก (มักแสดงออกมาในรูปแบบการแพ้ต่าง ๆ เช่น น้ำมูกไหล ไอ จาม หรือมีผื่น) ซึ่งอาการคันหรือระคายเคืองผิวจากผลิตภัณฑ์ไม่ใช่อาการแพ้หรือโรคภูมิแพ้เสมอไป

 

ต้องสังเกตความแตกต่างตรงนี้ให้ดี ยกตัวอย่างเช่น คุณรู้สึกระคายเคืองผิวเมื่อทาครีมกันแดดในหน้าหนาว แต่ไม่รู้สึกอะไรเมื่อทาครีมกันแดดตัวเดียวกันในหน้าร้อนหรือหน้าฝน เนื่องมาจากผิวหนังคุณมีความชุ่มชื้นที่แตกต่างกันในแต่ละฤดูกาล อาการคันดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการเป็นโรคภูมิแพ้ หรือมีอาการแพ้ครีมกันแดดแต่อย่างใด

 

  1. ควรทำอย่างไรหากพบว่าผิวมีอาการแพ้?
  • สิ่งแรกสุดคือหากสงสัยว่าผลิตภัณฑ์ใด ๆ เป็นสาเหตุอาการแพ้ ควรหยุดใช้ผลิตภัณฑ์นั้นทันที และสังเกตความเปลี่ยนแปลงของผิว
  • หากอาการแพ้ยังมีอยู่หลังหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแล้ว ควรปรึกษาเภสัชกรเพื่อขอคำแนะนำผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน และผลิตภัณฑ์ที่ช่วยฟื้นบำรุงผิวแพ้ง่ายให้กลับมาสุขภาพแข็งแรง
  • หากอาการแพ้กำเริบมากขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังทันที

 

  1. วิธีเลือกผลิตภัณฑ์สำหรับผิวบอบบางแพ้ง่าย
  • ทำความเข้าใจก่อนว่าไม่มีผลิตภัณฑ์ใด ๆ ที่เหมาะสำหรับทุกคนในโลก ผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยนบางชนิดที่คนผิวแพ้ง่ายคนอื่นใช้แล้วไม่แพ้ คุณเองอาจจะแพ้ได้ ฉะนั้นหลักสำคัญในการเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวคือ การทดลองใช้ด้วยตัวเอง โดยอาจทดลองใช้กับผิวบริเวณท้องแขนหรือใต้คางดูก่อน เพื่อดูว่ามีอาการระคายเคืองหรือแพ้บ้างหรือไม่ หากไม่มีก็สามารถใช้กับผิวหน้าได้
  • เลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการทดสอบจากแพทย์ผิวหนังแล้วว่า “อ่อนโยน” และเหมาะสำหรับผู้มีผิวบอบบางแพ้ง่าย
  • เลือกผลิตภัณฑ์ที่ช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้ผิว โดยไม่ชะล้างไขมันตามธรรมชาติของผิว หรือขัดเซลล์ผิวเก่าออกไป เพราะผิวบอบบางแพ้ง่ายมักมีโครงสร้างผิวที่ขาดความชุ่มชื้น แห้งหร้าน และอ่อนแอ หากมีการชะล้างไขมันตามธรรมชาติของผิว หรือขัดเซลล์ผิวเก่าออกไป หมายถึงการขัดเอาเกราะป้องกันผิวบางส่วนออกไปด้วย ทำให้ผิวแห้งกว่าเดิม แพ้ง่ายกว่าเดิม
  • เลือกผลิตภัณฑ์อ่อนโยน ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม
Open post

สุดยอด ครีมกันแดด ถูกและดี ขั้นเทพ ของสาวไทย

ประเทศไทยมีชื่อเสียงโด่งดังในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยว ธรรมชาติ อาหาร หรือความมีน้ำใจของคนไทยที่ต่างก็เป็นที่เลื่องลือในหมู่ชาวต่างชาติ แต่นอกจากรอยยิ้มสยาม พัทยา และต้มยำกุ้งแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ถูกกล่าวขวัญถึงก็คงจะเป็นสภาพอากาศที่อบอุ่นจนเรียกได้ว่าร้อนเพราะแสงแดดของประเทศไทย และเพราะแสงแดดเป็นหนึ่งในตัวการทำให้ผิวหนังไหม้ คล้ำ เป็นกระ ฝ้าหรือรอยเหี่ยวย่น ยิ่งไปกว่านั้นยังเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งผิวหนังอีกด้วย ดังนั้นครีมกันแดดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่จะช่วยปกป้องผิวของเรา

 

สิ่งที่มากับแสงแดดก็คือรังสียูวีหรือรังสีอัลตร้าไวโอเล็ต (UV หรือ Ultraviolet light) ซึ่งรังสียูวีที่ว่านี้มีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือรังสียูวีเอ (UV-A) และรังสียูวีบี (UV-B) ซึ่งรังสียูวีนี้หากได้รับในระดับต่ำจะมีประโยชน์ต่อร่างกายเนื่องจากเป็นที่มาของวิตามินดีและช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของร่างกาย แต่หากได้รับในปริมาณมากเกินไปจะมีผลต่อการทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ทำลายเซลล์ผิวหนังส่งผลให้ผิวเหี่ยวย่นหรือเกิดมะเร็งผิวหนังได้ โดยรังสียูวีเอทำให้ผิวคล้ำและเกิดริ้วรอยก่อนวัย ส่วนรังสียูวีบีทำให้ผิวไหม้และเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนัง ความเข้มข้นของรังสียูวีบีขึ้นอยู่กับสถานที่ ฤดู และช่วงเวลา โดยตั้งแต่ 10:00 จนถึง 16:00 เป็นช่วงที่รังสียูวีมีความเข้มข้นที่สุด

 

ครีมกันแดดทำหน้าที่ปกป้องผิวจากรังสียูวี (UV หรือ Ultraviolet light) โดยการดูดซับรังสีเพื่อป้องกันไม่ให้รังสียูวีผ่านเข้าไปถึงชั้นผิว หรือทำให้รังสียูวีกระจายออกและไม่ผ่านถึงผิวโดยตรง ดังนั้นครีมกันแดดจึงเป็นหนึ่งในปราการสำคัญที่จะช่วยปกป้องผิวหน้าและผิวกายของเรา นอกจากนี้แล้วอย่าคิดว่าถ้าไม่ได้ออกไปไหนแล้วไม่จำเป็นต้องทาครีมกันแดดเชียว เพราะแสงแดดไม่ใช่แหล่งกำเนิดเดียวของรังสียูวี แต่อุปกรณ์หลายอย่างที่พบได้ในบ้านเรือนหรืออาคารสำนักงานทั่วไปก็สามารถปลดปล่อยรังสียูวีได้เช่นกัน ดังนั้นจึงควรทาครีมกันแดดทุกวันโดยเลือกครีมกันแดดให้เหมาะสม

 

เมื่อพูดถึงครีมกันแดดแล้วสิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ SPF หรือ Sun Protection Factor ซึ่งเป็นค่าของระดับการป้องกันรังสียูวีบีของครีมกันแดดและบอกให้ทราบว่าเมื่อทาครีมกันแดดนี้แล้วจะทำให้ถูกแดดได้นานเท่าไรก่อนที่ผิวจะไหม้ ผิวของแต่ละคนมีความสามารถในการป้องกันแสงแดดได้ไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับสภาพผิวและสีผิว ครีมกันแดดทำให้ผิวสามารถทนแดดได้นานขึ้นเป็นเท่าตัวตามค่า SPF ของครีมกันแดดนั้น ๆ อัตราการป้องกันแสงแดดของครีมกันแดดนั้นเพิ่มสูงขึ้นจากค่า SPF 1 – 30 เกินจากนั้นแล้วประสิทธิภาพในการป้องกันแทบไม่ต่างกัน

 

ในการเลือกใช้ครีมกันแดดจำเป็นต้องคำนึงถึงลักษณะและสภาพผิวด้วย หากผิวแห้งควรเลือกครีมกันแดดเนื้อครีมเพราะสามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ส่วนคนผิวมันควรเลือกครีมกันแดดเนื้อเจลหรือโลชั่นที่ไม่ทำให้เหนียวเหนอะหนะ ส่วนค่า SPF หากอยู่ในที่ร่มควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 และหากมีความจำเป็นต้องสัมผัสกับแสงแดดครีมกันแดดที่ใช้ควรมีค่า SPF อย่างน้อย 30

 

โดยสรุปแล้วหลักการเลือกและใช้ครีมกันแดดมีดังนี้

 

เลือกครีมกันแดดที่ดีทีสุดที่มีค่า SPF เหมาะกับความเข้มข้นของรังสียูวีที่ได้รับในแต่ละวัน หากในวันนั้นมีกิจกรรมกลางแจ้งเป็นหลักควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป หากอยู่ในอาคารและที่ร่มเป็นส่วนใหญ่ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF อย่างน้อย 15 ก็เพียงพอที่จะปกป้องผิวแล้ว

เลือกครีมกันแดดที่เหมาะสมกับสภาพผิว ดังนี้

คนผิวมัน ควรเลือกครีมกันแดดเนื้อเจลหรือโลชั่นที่มีคุณสมบัติไม่เหนียวเหนอะหนะหรือเป็นสูตรควบคุมความมัน

คนผิวแห้ง ควรเลือกครีมกันแดดเนื้อครีมหรือครีมกันแดดที่มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว

ทาครีมกันแดดให้ทั่วถึง ในการทาครีมกันแดดบนใบหน้าควรทาให้ทั่วถึงทุกส่วนบนใบหน้า ตั้งแต่หน้าผาก แก้ม ไปจนถึงจุดเล็ก ๆ เช่นบริเวณไรผม ปีกจมูก และควรทาครีมกันแดดให้ถึงบริเวณลำคอด้วย

ทาครีมกันแดดที่ผิวกายด้วย เพื่อปกป้องผิวจากริ้วรอย ความหมองคล้ำ และลดความเสี่ยงโรคมะเร็งผิวหนัง

ไม่นำครีมกันแดดสำหรับผิวกายมาใช้ทาหน้า นอกจากจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ระบุชัดเจนว่าสามารถใช้ได้ทั้งผิวกายและผิวหน้า เนื่องจากครีมกันแดดสำหรับผิวกายอาจอุดตันรูขุมขนบนผิวหน้า หรือไม่อ่อนโยนเพียงพอที่จะใช้กับผิวหน้า ซึ่งอาจทำให้เกิดการแพ้หรือเกิดสิวได้

ควรทาครีมกันแดดซ้ำหลังจากทาแล้วระยะเวลาหนึ่ง ระยะเวลาที่ว่านี้ขึ้นอยู่กับครีมกันแดดแต่ละตัว ควรศึกษาฉลากผลิตภัณฑ์ให้ดี ส่วนใหญ่แล้วผู้ผลิตจะมีคำแนะนำให้ว่าควรทาครีมกันแดดซ้ำหลังจากทาไปแล้วเป็นเวลานานเท่าไร แต่อย่างน้อยที่สุดควรทาครีมกันแดดซ้ำหลังทาไปแล้ว 2 ชั่วโมง หรือทาเพิ่มทุก ๆ 2 ชั่วโมงนั่นเอง

Open post

ครีมกันแดดทาหน้า สุดเทพ สาวหน้ามันต้องลอง!

กลับมาแล้วค่ะ สำหรับการรีวิวเครื่องสำอางที่สาวๆ ตั้งตารอ วันนี้ เราจะพาคุณได้บล็อกแสงแดดที่ร้อนแรงจนแสบผิว ก็แหม…อากาศประเทศไทยไม่ว่าฤดูไหนแสงแดดเจิดจ้าจนแทบไม่อยากจะออกไปไหน

 

แต่ชะนีน้อยอย่างเราที่ต้องลงไปเดินสวยๆ กินข้าวกลางวัน ต้องเจอกับแดดแรงๆ แบบนี้ ผิวคงหมองคล้ำ บางคนต้องอยู่กลางแดดจ้าเป็นเวลานาน อาจจะกลายเป็นกระ ฝ้า ต้องใช้เวลานานเป็นปีจึงจะดีขึ้น

 

ครีมกันแดดที่ดีทีสุด

วันนี้ จะขอแนะนำ 5 ครีมกันแดดที่ดีทีสุด ครีมกันแดดทาตัว ที่เกรดดี้ใช้จริง ชอบจริง โดยจะมีเกณฑ์การวัดผล 4 ข้อ คือ 1.ลักษณะของเนื้อกันแดด 2.ควบคุมความมัน 3.คราบและหมองคล้ำ 4.ประสิทธิภาพในการกันแดด จะมีตัวไหนดี ตัวไหนเด็ด ตามเกรดดี้มาดูกันได้เลย

 

สภาพผิว : เป็นคนผิวมัน โดยเฉพาะช่วงทีโซนจะมันมากเป็นพิเศษค่ะ

 

 

  1. BB Care UV Shield SPF 50 PA+++ ครีมกันแดดสูตรใหม่จาก BB Clinic นุ่มนวลดุจใยไหมตั้งแต่ครั้งแรกที่สัมผัสสามารถซึมเข้าผิวได้ดีและไม่รู้สึกเหนียวเหนอะหนะ เหมาะกับทุกสภาพผิว สามารถป้องกันแสง UVB ได้ถึง 50 เท่า และมี PA+++ ที่ช่วยป้องกันรังสี UVA ได้ในระดับสูง เหมาะกับผู้ที่ต้องการออกแดดเป็นเวลานาน

 

ลักษณะของเนื้อกันแดด : เนื้อครีมกันแดดเกลี่ยง่าย คล้ายซิลิโคนสีเนื้ออ่อนๆ ไม่มีน้ำหอมทาแล้วให้ความรู้สึกแห้งเนียนไปกับผิว ช่วยปรับสีผิวดูสว่างขึ้น ปกปิดรูขุมขนได้ดีค่ะ เพราะมีเนื้อคล้ายไพรเมอร์ ใช้ได้ทั้งสาวผิวขาวและผิวสองสี

 

ควบคุมความมัน :  บอกเลยชนะเลิศ ระหว่างวันคุมมันดีมาก ซับหน้าช่วงทีโซนนิดหน่อยก็สวยเด้งได้แล้วค่ะ

 

คราบและหมองคล้ำ : ใครที่คิดว่าเนื้อกันแดดแบบนี้จะทำให้ผิวแห้งเป็นคราบนั้นคิดผิดค่ะ เนื้อสัมผัสแรกคล้ายแป้งแต่ไม่เป็นคราบเลยสักนิด เรื่องความหมองคล้ำไม่ดรอประหว่างวัน ใครที่ต้องเจอกับอากาศร้อนๆ จนทำให้ช่วงทีโซนมันบ้างเล็กน้อย สามารถซับหน้าและทาแป้งทับได้แบบไรกังวลเรื่องคราบบนใบหน้าไปได้เลยค่ะ

 

ประสิทธิภาพในการกันแดด : หลังจากลงไปเดินช้อปปิ้งเจอแดงร้อนๆ  หน้าไม่มีรอยแดง ไม่แสบหน้าเลยค่ะ

 

 

  1. Minus Facial Sun Protection SPF40 PA+++ กันแดดที่หลายคนคุ้นเคย เค้าเคลมไว้ว่า เนื้อครีมกันแดดเนียนนุ่มดุจใยไหม ไม่มันหรือเหนียวเหนอะหนะ ปกป้องผิวจากแสงแดดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตลอดวันด้วย SPF 40 สามารถใช้ได้ทุกวันอย่างปลอดภัย – ปกป้องผิวจากรังสียูวีเอ ( UVA) และ รังสียูวีบี ( UVB)

 

ลักษณะของเนื้อกันแดด : สีเบจของเนื้อครีม ทาแล้วแห้งเนียนไปกับผิว มีลักษณะคล้ายกับ BB Care UV Shield แต่สีของครีมกันแดดจะเข้มกว่า ทาแล้วแห้งไปกับผิวไม่ต้องรอให้ครีมเซตตัวก็ทาแป้งทับได้ทันทีเหมือนกันเลยค่ะ

 

ควบคุมความมัน :  ไม่ได้เพิ่มความมัน แต่ระหว่างวันต้องซับมันช่วงทีโซน เติมแป้งบ้างค่ะ

 

คราบและหมองคล้ำ : ทาแป้งทับแล้วไม่เป็นคราบให้เห็นบนใบหน้า แต่ตกบ่ายสีดรอปลงนิดหน่อย อาจจะเป็นเพราะสีของเนื้อครีมกันแดดที่เข้มกว่าสีผิว

 

ประสิทธิภาพในการกันแดด : ลงไปเจอแดดช่วงตอนกลางวันแล้วหน้าไม่แสบ สามารถสู้แดดได้บ้าง แต่ถ้าต้องออกแดดเวลานานๆ ก็อาจจะเป็นรอยแดงได้นิดหน่อยค่ะ

 

 

 

  1. Neutrogena Fine Fairness Brightening UV Moisture ครีมกันแดดที่ปกป้องได้ทั้ง UVA ที่ก่อให้เกิดริ้วรอยและ UVB ซึ่งเป็นสาเหตุของผิวหมองคล้ำ พร้อมสูตร Oil-free ไร้ความมัน ไม่เหนียวเหนอะหนะ พร้อมให้ความชุ่มชื่นแก่ผิว เพื่อผิวกระจ่างใส

 

ลักษณะของเนื้อกันแดด : เนื้อครีมสีขาว ไม่เหนียวเหนอะ ทาแล้วซึมหายเข้าผิวไปเลย เรื่องความเรืองความชุ่มชื้นช่วยได้จริง ทาแล้วจะเหลือความเงาบนใบหน้านิดหน่อยค่ะ

ควบคุมความมัน :  ส่วนตัวคิดว่ากันแดดตัวนี้เหมาะกับคนผิวแห้งหรือผิวผสม สาวผิวมันขั้นเทพอย่างเกรดดี้ต้องมีซับหน้าช่วงทีโซนบ่อยสักนิดค่ะ

 

คราบและหมองคล้ำ : ไม่เป็นคราบและหมองคล้ำเลยค่ะ จุดที่ชอบก็ตรงนี้ เมื่อซับหน้าแล้วทาแป้งทับผิวหน้ากลับมาเนียนเด้งได้อีกครั้งได้ (อาจจะต้องขยันเติมแป้งหน่อยนะคะ)

 

ประสิทธิภาพในการกันแดด : เป็นกันแดดที่ดีตัวหนึ่ง ออกไปกลางแจ้งจัดๆ เป็นเวลานาน แต่ก็ไม่รู้สึกแสบหน้า หลังจากล้างหน้าผิวก็สีสม่ำเสมอไม่คล้ำลงเลยค่ะ

 

 

  1. Cute Press UV Expert Protection Smooth & Matte SPF 50+ PA+++ กันแดดเนื้อแมท มีประสิทธิภาพกันเหงื่อ กันน้ำ สูตรปราศจากน้ำหอมและแอลกอฮอล์

 

ลักษณะของเนื้อกันแดด :  เนื้อครีมสีเนื้อ ปกปิดรอยดำได้บ้าง จะเห็นได้ชัดเลยว่าทาแล้วช่วยจะปรับผิวให้ดูสว่างขึ้น  แต่ไม่ไช่ขาวจนหน้าลอยนะคะ เมื่อทิ้งตัวสักพักเนื้อครีมจะปรับให้เข้ากับสีผิวได้ แต่ที่เค้าเคลมที่ว่าเนื้อแมท ส่วนตัวคิดว่าทาแล้วดูให้ความชุ่มชื่นมากกว่า เหมาะกับผิวขาดน้ำที่ต้องการกันแดดที่ไม่แห้งจนเกินไป

 

ควบคุมความมัน :  ถ้าต้องเจอกับอากาศร้อนจัดแดดจ้า ตัวนี้ไม่ค่อยควบคุมความมันสักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้ทำให้หน้ามันมากขึ้นจนรับไม่ได้  แต่ถ้าใครนั่งอยู่ห้องแอร์เย็นๆ ซับมันสักนิดก็เอาอยู่ค่ะ

 

คราบและหมองคล้ำ :  เนื้อครีมทายากนิดหน่อย เวลาทาต้องเกลี่ยดีๆ แนะนำให้ทาที่ละจุดจะช่วยให้เกลี่ยง่ายกว่าแต้ม  5 จุดแล้วเกลี่ยไปพร้อมๆ กัน ส่วนเรื่องความหมองคล้ำ มีบางเล็กน้อย อาจจะด้วยสีที่เข้มกว่าสีผิวจริงเลยทำให้ดรอปบ้างระหว่างวัน

 

ประสิทธิภาพในการกันแดด : เจอแดดตอนเที่ยงหน้าก็ยังไม่แสบ กันแดดได้ดีนะคะ แต่อย่างที่บอก เนื้อครีมค่อนข้างขาว ทาใครทาหน้าแล้วอย่าลืมทาคอ ไม่อย่างนั้นหน้าขาวกว่าคอแล้วจะหาว่าไม่เตือนนะจ๊ะ

 

 

  1. Za TRUE WHITE POWER BLOCK UV SPF 50+ PA++++ Baby Powder บอกเลยว่าที่ตัดสินใจซื้อ เพราะอยากลองของใหม่ ตัวเก่าที่ว่าดีตัวนี้จะคุ้มมันได้ดีเหมือนเหมือนกันมั๊ย? ความพิเศษของตัวใหม่คือ SPF ที่สูงขึ้น สำหรับสาวๆ ที่แพ้แอลกอฮอล์หรือน้ำหอม อาจจะต้องทดลองที่ใต้ท้องแขนหรือข้างแก้มก่อนนะคะ เพราะตัวนี้กลิ่นแอลกอฮอล์ค่อนข้างแรงค่ะ

 

ลักษณะของเนื้อกันแดด : เนื้อลิควิด เกลี่ยง่ายกว่ารุ่นเดิมค่ะ ทาแล้วไม่เหนียว ไม่หนักหน้า ความรู้สึกแรกที่ใช้ทาแล้วคือเนียนไปกับผิว ใครที่คิดว่าแบบน้ำจะแห้งช้าบอกเลยว่าแห้งสนิท  ตัวนี้ทาแล้วจะไม่ได้ปรับผิวให้ขาวหรือบางคนที่ชอบหน้าขาวมากๆ อาจจะถูกใจตัวเก่ามากกว่าค่ะ

 

ควบคุมความมัน : ปานกลางระหว่างวันยังต้องซับมันอยู่บ้าง แต่เมื่อเติมแป้งอีกครั้งหน้าก็กลับมาผ่องได้เหมือนเดิม

 

คราบและหมองคล้ำ :  ใครที่เป็นหวังเรื่องความหมองคล้ำระหว่างวันหมดกังวลไปได้เลย ตัวนี้ไม่เป็นคราบและไม่ทำให้หน้าดูหมองลงเลยค่ะ

 

ประสิทธิภาพในการกันแดด : ถึงว่าใช้ได้ค่ะ ออกแดดแรงๆ ในตอนเที่ยงกลับมาที่โต๊ะทำงานแล้วหน้าไม่แดง ยังคงเดินเฉิดฉายได้อยู่

Posts navigation

1 2 3 45 46 47 48 49